เมื่อเทคโนโลยีแย่ง'เวลา'ของคนข้างกายไปจากเรา
posted on 18 Oct 2010 23:08 by mzither in Diaryedit @ 18 Oct 2010 23:36:14 by mzither(look chin pla)
edit @ 18 Oct 2010 23:36:14 by mzither(look chin pla)
อาทิตย์ที่แล้ว เพิ่งจะได้ฤกษ์อ่านเรื่องบาดาล ของคุณทมยันตี (อ่านว่า ทะ-มะ-ยัน-ตี)
เป็นรักที่แปลก และสวยๆปนเศร้าๆ ไปอีกแบบ แต่สิ่งที่ชอบไปใช้ความรักที่ซาบซึ้งเหมือนอย่างที่เคยอ่าน "เลือดขัตติยา" หรืออะไรเทือกนั้น แต่เป็น'ความรู้สึกดี สงบ'
ฉันชอบคำสอนของคุณยายในเรื่อง เป็นครั้งแรกที่คนนับถือพุทธแต่ไม่ค่อยจะใส่ใจวิธีพุทธนัก หันมาสนใจเรื่องนี้
อ่านแล้วรู้สึกเย็นขึ้น สบายใจขึ้น ปล่อยเรื่องเครียดๆที่ไม่จำเป็นเลยซักนิดไปได้บ้าง (ขอใช้คำว่า'บ้าง' เพราะเดี๋ยวนี้ก็ยังเผลอให้อารมณ์มาคุม แทนสติอยู่บ่อยๆ)
และ เป็นครั้งแรกที่ฉัีน คนที่สวดมนตร์บ้างไม่สวดบ้างตามระดับความง่วง หันมาลองสวดด้วยกาย วาจา และใจ (หรือที่คุณยายบอกว่านอบน้อมด้วยวิญญาณ) พอลองสวดไปช้าๆ แล้วกล่าวคำแปลตาม ก็รู้สึกว่าเราพอจะนิ่งขึ้นกะใครๆเขาบ้าง
เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า...พอไม่มีสมาธิที ก็จะพยายามไปสวดมนตร์บทยาวๆ ช้าๆที วิธีนี้ดีกว่าตอนที่ท่องเป็นไฟแลบ เพื่อรีบนอนขึ้นเยอะเลย
เคยเป็นกันบ้างมั๊ยคะ
ว้า...นี่จะวันจันทร์แล้วหรอเนี่ย พรุ่งนี้ต้องไปทำงานเเล้ว
พรุ่งนี้ก็จะเปิดเทอมแล้ว
ในใจก็ร่ำร้องว่า "แง~ เอาอิสระของฉันคืนมานะ"
พอคิดอย่างนี้ วันรุ่งขึ้นเราก็ไปทำงาน ไปเรียนอย่างหดหู่ ทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายทนให้มันผ่านไปวันๆ
แต่ปีนี้ ฉันอยากจะลองคิดแบบใหม่ดูบ้าง
เป้าหมายคือ ไปเรียนอย่างมีความสุข
ดังนั้น ฉันเลยพยายามคิดว่า "ในที่สุด เราก็จะได้ไปเรียนแล้ว เยี่ยมไปเลย"
พอคิดในเรื่องดีๆที่จะได้จากการเรียนแล้ว ก็พลอยทำให้รู้สึกตื่นเต้น อยากไปเรียนขึ้นมาจริงๆ
บางที...ถ้าเราเปลี่ยนการมอง ก็อาจทำให้อะไรๆดีขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้
ขอตัวไปจัดของเตรียมไปเรียนก่อนนะคะ =]
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับวันจันทร์นะคะ ^^
จะว่าไป นี่ก็หน้าฝนแล้วนะคะ
สำหรับฉัน ฤดูฝน...เป็นฤดูเเห่งการเริ่มต้น
เริ่มเปิดเทอม ฝนเริ่มตก ชำระล้างไอร้อนๆให้จางหายไป
แม้ช่วงนี้ เราส่วนใหญ่จะอยู่ในภาวะตึงเครียด หลายคนสูญเสีย หลายคนโกรธแค้น
คำด่าทอ ความไม่พอใจที่มีอยู่มากมาย ตามที่ปรากฏอยู่ใน เฟสบุ๊คบ้าง หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งข่าวต่างๆ ทำให้ร้อนนี้ ดูร้อนเข้าไปใหญ่
เรามาหยุดกันซักพักดีมั๊ยคะ?
หยุดอยู่นิ่งๆ ไม่ต้องคิดว่าใครสีอะไร ไม่ต้องว่าใคร ไม่ต้องสาปแช่ง ใคร
แล้วลองหากระจกมาหนึ่งบาน
จากนั้นก็ลอง... ยิ้ม ยิ้มให้ตัวเองในแบบที่คุณคิดว่ามันสวย(หล่อ)และน่ารักที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้คุณเคยยิ้มมา
แล้วก็อย่าลืมหันไปยิ้มให้คนข้างๆคุณ หรือคุณที่จะเจอในวันรุ่งขึ้น
เมืองของเราเป็นเมื่องยิ้มมาช้านาน
เหตุการณ์ที่ตึงเครียดอย่างนี้ ฉันเองก็เข้าใจค่ะว่าหลายคนคงจะยิ้มกันไม่ค่อยออก แต่ฉันเชื่อว่าหากเรายิ้มให้กำลังใจตัวเองซักนิด ให้อะไรที่ดูขุ่นมัวมันจางลงบ้าง ให้รอบกายเราสว่างขึ้นมาอีกนิด ปัญหา เรื่องต่างๆที่ทุกคนวิตกจะได้คลี่คลายลงบ้าง
อาจจะช่วยไม่ได้มาก แต่ก็คงจะดีกว่าการทำหน้าบึ้งใส่กันนะคะ
บ้านของเรากำลังไฟไหม้ มีรอยแตกร้าวอยู่มากมาย ก่อนที่เราจะมานั่งทะเลาะกันหาว่าใครผิด ใครเป็นต้นตอ (ซึ่งต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นฝ่ายจัดการ) เอาความโกรธมาทุบให้รอยแตกมันมากขึ้น มาช่วยกันดับไฟและประสานรอยก่อนไม่ดีกว่าหรือคะ
ว่ากันว่า...การยิ้มก็เหมือนกับการหาวที่เมื่อยิ้มแล้วใครเห็นก็มักจะยิ้มตาม
เพราะฉะนั้น... วันนี้ คุณยิ้มแล้วรึยังคะ
มาร่วมสร้างบรรยากาศดีๆให้บ้านของพวกเรากันเถอะ
edit @ 23 May 2010 20:03:20 by mzither(look chin pla)
ป.ล. โชคดีที่ลุงและรถของลุงยังปลอดภัยดี
ในช่วงหนึ่งของชีวิต... ฉันเคยคิดว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก
มากจริงๆ มากจนฉันเเทบจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทุ่มเทให้กับมัน
ถ้าถามว่าตอนนั้นรู้ตัวไหมว่า ชีวิตคนเราไม่ได้มีอะไรแค่นี้
การสอบผ่านหรือไม่ ก็ไม่ใช่ตัววัดว่าคุณจะประสบความสำเร็จมั๊ยได้เสมอไป
ก็รู้... แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิด คาดหวังที่จะติดมหาวิทยาลัยรัฐ
เพราะ ฉันในตอนนั้นคิดว่า การสอบผ่าน...จนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้นั้น
เป็นด่านแรกของหลักสูตรความสำเร็จ ที่จะต้องผ่านไปให้ได้
เพราะ รู้ดีว่า...บ้านของเราวัดคุณค่าของคนที่ส่วนใด
จึงทำให้คนมากมายต้องแข่งขันกัน หวังเพียงจะได้มาซึ่งเปลือกนอกจอมปลอม
แล้วก็นำมาคุยอวดกันว่าใครได้เรียนที่ใด ได้คะแนนเท่าไหร่
บางคน...ขอแค่ได้อยู่ในสถาบันอันโด่งดังก็พอ ไม่ได้สนใจว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นอยากเรียนคณะนั้นหรือไม่
น่าเศร้าที่คุณค่าของคนเราวัดกันด้วยเศษกระดาษเหล่านั้น
และแล้ว...เมื่อฉันผ่านพ้นประตูด่านแรกมาได้
ฉันก็ได้รู้รสถึง คำเตือนจากพี่ๆมากมายว่า การเรียนในมหาลัยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
และมันก็ไม่ง่ายจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้น... การเรียนก็ยังเป็นเรื่องที่สนุก
ฉันได้รับรู้ข้อมูลมากมาย ที่ไม่เคยรู้มากก่อน
ไม่เคยเห็นภาพรวมขององค์ความรู้เดิมที่อาจารย์ประติดประต่อให้
ในช่วงแรก... ทุกสิ่งดูใหม่ น่าตื่นเต้น น่าอัศจรรย์
แต่เมื่อเวลาผ่านไป... บางวิชายังคงทำให้ฉันกระตือรือร้น
แต่บางวิชา...ก็ทำให้ฉันต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียน
ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่างออกไปจากนักเรียนม.ปลายคนเดิมเลย
สิ่งที่ฉันรู้และคิด ไม่ได้มาจากตัวของฉันเองแม้แต่น้อย
แต่ฉันเป็นเหมือนเครื่องอัดเสียงเก่าๆ ที่บันทึกแนวคิด ความรู้จากอาจารย์(มาอย่างไม่ครบถ้วนเสียด้วย)
เป็นเพียงนกขุนทองที่ได้แต่ท่องปาวๆ แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน
ยิ่งเรียนก็ยิ่งสงสัย ตกลงแก่นแท้ของมันคืออะไรกันแน่
การเรียนการเพิ่มพูนความรู้ ควรจะเพิ่มพูนวิธีคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนด้วยมิใช่หรือ
หากแต่ฉันรู้สึกว่า แทบจะไม่ได้รับส่วนหลังเลย
และฉันก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรหากเรามีข้อมูลมากมายแต่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้
ด้วยเหตุผลที่น่าเศร้าที่สุด...คือ เราไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่สามารถคิดเองได้
ปากก็ได้แต่พูดหลักวิชาการที่ตนเองไม่เข้าใจ เพียงแต่จำจากแนวคิดที่อาจารย์เสนอ
จากนั้นก็ลอกแนวคิดเหล่านั้นลงบนกระดาษคำตอบ
ไม่มีความคิดที่แตกต่าง
ไม่มีเหตุผลที่แตกต่าง
แล้วอย่างนี้ฉันจะเรียกตนเองว่าเป็น บุคคลผู้ได้รับการศึกษามาได้อย่างไร ในเมื่อการศึกษาที่ฉันได้รับมาเป็นเหมือนอุปกรณ์ที่ไม่มีคู่มือการใช้ ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
หากมีใคร...ใครซักคนที่สามารถแก้ปัญหาระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ของบ้านเราได้ก็คงจะดี
แต่เห็นทีเราคงต้องรอไปอีกนาน
จะนานเท่าไหร่กันหนอ... กว่าที่เราจะสามารถสร้างคนให้เป็นปัญญาชนอย่างแท้จริงได้ซักที
ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมแม่ต้องกลับดึก...
แม่ของฉันเป็นพนักงานบริษัทธรรมดา
มักโดนเจ้านายแผนกว่าทุกครั้งที่ไปทำงานสาย (เลยแปดโมงครึ่ง)
แต่... เจ้านายของแม่ไม่เคยมองเหมือนอย่างที่ฉันมอง
ฉันที่เห็นแม่ตัวเองกลับบ้านดึกมาตั้งแต่เด็ก
สามทุ่มนี่ถือว่าเร็วมากแล้ว
ปกติแม่จะกลับช่วง ห้าทุ่มเป็นประจำ
ถ้าวันไหนงานเข้าอย่างวันนี้... แม่ก็ยังคงอยู่ที่ทำงาน
ฉันเคยถามแม่ ทำไมหอบงานกลับมาทำที่บ้านไม่ได้หรือ?
แม่มักบอกฉันเสมอว่า ไม่ได้เพราะติดประชุมกับสาขาต่างประเทศ
แม้ปากฉันจะไม่ได้พูดอะไรออกไปแต่... ตอนห้าทุ่มกว่าเนี่ยนะ!?
แล้ว... สภาพที่เห็นเป็นวงจรก็คือ
แม่กลับบ้านดึก --> ทานข้าวดึก --> เหนื่อยก็เลยเข้านอนเลย (--> กรดในกระเพาะไหลย้อน --> ป่วย )
--> ตื่นสาย --> ไปทำงายสาย (ที่ทำงานให้สายสุดคือ 8.30 แต่แม่ฉันมักไปถึงประมาณ 8.45)
และนั่น...ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันรีบบอกแม่ว่า ฉันไม่มีวันที่จะไปทำงานที่บริษัทของแม่เด็ดขาด
เมื่อมีคนมาพูดในทำนองที่ว่าดีแล้วที่เอ็นท์ติด จบไปจะได้มาช่วยทำงานบริษัทที่แม่ฉันทำอยู่
ฝัน!!!
เรื่องยิ่งใหญ่ที่เข้าใจง่ายของพ่อ
ครั้งหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งไปแย่งอำนาจการปกครองมา
มีครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งที่แสนจะธรรมดาหลบหลีกความวุ่นวายในขณะนั้น ไปใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะ ณ แดนไกล อาศัยอยู่ตามอัตภาพในประเทศเล็กๆประเทศหนึ่ง
จากนั้นเมื่อคนกลุ่มที่ได้อำนาจตกลงกันไม่ได้ก็ตามให้ครอบครัวนั้นกลับมา
แล้วคนในครอบครัวเล็กๆธรรมดานั้นก็ทำงานให้คนไทยมาตลอดทั้งชีวิต อย่างทุ่มเท
แล้วพอวันเวลาผ่านไป... จู่ๆก็มีคนมาไล่คนๆนั้น ที่ทำงานอย่างไม่เคยอยากได้อะไรตอบแทน
คุณจะให้เขาไปอยู่ที่ไหน เมื่อเขาอายุมากขนาดนี้
ถ้าเป็นผมครบ 60 ก็ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องมาตรากตรำทำงานอีก ผมเองนี่ก็ใกล้แล้ว นอนอยู่กับบ้านเฉยๆไม่ดีกว่าหรือ
คุณจะให้เขาไปอยู่ไหน... คนไทยเป็นอะไรกันไปแล้ว...
บทความจากfacebook จากการพูดของผู้โดยสารกับแท็กซี่
"...ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา แผ่นดินใดให้ที่ซุกหัวนอนให้ความร่มเย็นเปนสุข อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น" บันทึกของเสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตตอุดมศักดิ์
edit @ 27 Apr 2010 09:18:46 by mzither(look chin pla)
เมื่อวาน ขณะที่นั่งรถเมล์สายหนึ่งกลับบ้าน
ได้ยินกระเป๋ารถเมล์คุยกับนายตรวจตั๋วว่า
"วันนี้พวกเสื้อแดง3-4คนมาขึ้น รถคันนี้"
กระเป๋าคนนั้นเล่าต่อว่า...
ขณะที่กำลังเก็บเงินค่าโดยสาร (แปดบาท) คนกลุ่มนั้นก็พูดขึ้นมาว่า ตัวเองเดินทางมาประท้วงเพื่อประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นกระเป๋ารถเมล์ไม่ควรเก็บเงินค่าโดยสารของพวกเขา
โอ้แม่เจ้า!!! ค่าโดยสารรถเมล์ธรรมดาแค่แปดบาท ยังจะเบี้ยวได้อีก
กระเป๋ารถเมล์เล่าต่อด้วยความขุ่นเคืองว่า
ตนก็เลยบอกว่า ผู้โดยสารทุกคนที่ใช้บริการต่างก็จ่ายเงินแปดบาทกันทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น คุณๆทั้งหลายก็ต้องจ่ายเช่นกัน
จากนั้นกระเป๋าก็ไล่ให้พวกเขาไปนั่งท้ายรถเสีย
อืม... คงจะไม่มีการอ้างว่า เสื้อแดงปลอมอีกหรอกนะ เพราะฉันเองก็ไม่ทราบหรอกว่าใครปลอมไม่ปลอม ใช่ว่าคนเสื้อนั้นจะมีเลือดต่างสีกับเราเสียเมื่อไหร่ แล้วจะรู้ได้ไงว่าใครปลอมไม่ปลอม แต่ที่รู้ๆคือ การใช้บริการรถที่ทุกคนที่ใช้บริการควรจะจ่าย แต่คนบางกลุ่มกลับอ้างประชาธิปไตยอย่างทีพวกเขาเชื่อว่าตนมีสิทธิ แต่ไม่รู้จักหน้าที่ที่พึงกระทำ ยิ่งส่อให้เห็นว่า คนกลุ่มนั้นมารวมตัวกันเพราะต้องการจะแก้ไขอย่างเข้าใจจริงๆหรือไม่
แล้วอย่างนี้...จะหาว่าฉันลำเอียงไม่ได้นะ
มีคนเคยบอกฉันว่า ชีวิตข้าราชการของเขาก็เหมือนกับถ่านไฟร้อนๆที่ค่อยๆดับไป
เมื่อเริ่มแรกเข้ามาทำงาน อุดมการณ์สูงส่ง
กฎเป็นกฎ อยากพัฒนา อยากทำงาน
เมื่ออยู่ๆไป เริ่มเบื่อ กฎมีไว้ให้ใช้ตามผลประโยชน์ของคนเบื้องบน
มีตาก็ต้องทำเป็นปิด ไม่รู้ไม่เห็น
อึดอัด แต่ทำอะไรไม่ได้ ก็คนเบื้องบนเขาใหญ่นี่
และแล้ว... ไฟเดิมที่เคยลุกไหม้โชติช่วง ก็ค่อยๆมอดดับลง
สิ่งที่ทำให้มีแรงจูงใจในการทำงาน... ?? เอ๊ะ! หายไปไหน
จนกระทั่ง... ปรับตัวได้
เอาน่า... ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแต่ไม่ร่วมกินด้วยก็ยังดี
เอาน่า...ไว้เรามีตำแหน่งสูงกว่านี้แล้วอย่าโกงอย่างเขาก็แล้วกัน
หรือ... เอาน่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดหรอก
ช่างน่าสงสารจริงๆ ชีวิตข้าราชการไทย!?
ป.ล. ฉันเชื่อว่ายังมีข้าราชการอีกหลายคนที่ตั้งใจทำงาน และก็ขอขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะอดทน หรือฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ หลายต่อหลายคนที่ตรงเกินไป มักจะไปไม่ถึงดวงดาว อีกหลายคนก็ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ อีกนานแค่ไหนหนอ กว่าข้าราชการไทยจะกลับมามีไฟอีกครา