เรื่องสั้น Rainy day
posted on 06 Nov 2009 22:47 by mzitherวันนี้เอาไฟล์เก่าๆมาดู เห็นเรื่องสั้นที่แต่งประมาณปีที่แล้ว เลยเอามาลง อ่านแล้ว...เป็นยังไงช่วยแนะด้วยนะคะ
ฝนตก...
อาการเป็นหวัดง่ายกลับมาอีกครั้ง
รู้สึกตัวหนักๆ มึนหัวอย่างไรก็ไม่รู้
อาจเป็นเพราะวันนี้ฉันต้องตากฝนจากการเดินสวนสนามในงานของโรงเรียน
ฝนตกช่วยให้ภาพของคนในสนามที่นั่งจ้องมายังพวกเราดูเลือนราง ช่วยลดความประหม่าไปได้มาก
ฉันยืนตัวตรง นิ่ง สายตาจ้องมองไปข้างหน้า
น้ำฝนที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆเริ่มซึมเข้าไปในเนื้อผ้า
‘เอ...เอ็มพีสามที่ฉันหยิบติดมาด้วยจะพังรึเปล่าเนี่ย’
‘คงไม่เป็นไรน่า เราใส่เสื้อตั้งหลายชั้น’
ความเย็นของน้ำฝนที่ปะทะใบหน้า และแทรกซึมเข้าไปในเสื้อวอรม์พร้อมกับความชื้นทำให้ฉันเริ่มรู้สึกหนาว ในใจคิดไปถึงใครบางคนที่ป่านนี้คงจะนั่งเล่นเกมส์อยู่ที่บ้าน น่าอิจฉาแกมหมั่นไส้เมื่อนึกถึงสาเหตุที่เจ้าตัวอ้างไม่ยอมมางาน...
ฉันยังคงยืนนิ่ง
รอจนวงโยธวาทิตเดินออก
จนได้สัญญาณ ฉันค่อยๆเดินออกจากสนาม
พอถึงประตูทางออก ถึงได้วางป้ายในมือลงแล้วหันไปยิ้มกับเพื่อนๆ
ก่อนจะวิ่งไปเก็บป้าย
ในที่สุดงานของฉันก็สิ้นสุดเสียที ^-^
ความเย็นของแอร์ในห้องพักไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้น ออกจะหนาวขี้นด้วยซ้ำ
ฉันตัดสินใจบอกลาเพื่อนๆ ทั้งๆที่อีกใจหนึ่งก็อยากดูการแสดงต่อ
ฉันกางร่มแล้วค่อยๆเดินกลับบ้าน
“หากเธอนั้น ได้รู้อะไรบางอย่าง ว่าคนที่เคยเคียงข้าง....” เสียงริงโทนดังขึ้น ฉันหยุดเดิน แล้วหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง
“ฮัลโหล แกทำไรอยู่อ่ะ” เสียงใครบางคนที่คุ้นเคย ทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้
ใครบางคนที่บอกว่าจะไม่มางานนี้เพราะฉันเป็นคนถือป้าย
“นี่แกอยู่ไหนเนี่ยไม่ได้อยู่บ้านหรอ” ฉันถามเขาเมื่อได้ยินเสียงฝนจากอีกสาย
“แกอยู่ไหนอ่ะ” เขาไม่ตอบแต่ถามฉันกลับ
“อยู่ที่ตึกxxx”
อยู่ๆเขาก็วางสายไป
ฉันได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ‘เอ..หรือสัญญาณที่บ้านมันไม่ค่อยดีหว่า... ’
อยู่ๆที่มือของฉันก็มีไออุ่นมาสัมผัส ก่อนที่จะแย่งร่มในมือไปถือแทน
เจ้าของรอยยิ้มกวนๆก็โผล่หน้ามา ก่อนจะยักคิ้วราวกับจะถามว่า ‘แปลกใจป่ะ’
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉันถาม
“วันนี้ติดธุระไม่ใช่หรอ แล้วมาทำไม” เขายังคงเงียบ
“มาเดินเล่น” คำตอบสั้นๆที่ดูยังไงๆก็ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยให้ฉันตั้งคำถามอีกเมื่อเขาเริ่มเดินและลากฉันตามไปด้วย
“นี่” ฉันเรียกเขาเมื่อเขาเอาแต่เดิน
“นี่ แกจะพาเราไปไหนเนี่ย” ฉันเริ่มถามเขาด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม
“ไปส่งแกที่บ้านไง” เขาตอบก่อนที่จะทำแก้มป่องๆกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นฉันทำหน้าเหวอๆ
“ก็กลัวใครบางคนจะหลงทาง กลับบ้านไม่ได้” เขาเอ่ยล้อๆตอนที่ฉันนั่งรถเมล์ใหม่ๆแล้วหลงทาง เดือดร้อนถึงเขาที่ต้องคอยอธิบายเส้นทางกลับบ้านจากที่เรียนพิเศษให้ฉัน
ฉันแยกเขี้ยวใส่เขา รู้สึกหน้าร้อนๆเมื่อคิดถึงตอนที่หลงแล้วทำอะไรไม่ถูกเลยโทรหาเขาเป็นคนแรก
อยู่ๆเขาก็หยุดเดิน แล้วยื่นร่มมาให้ฉันถือ
“มีผ้าเช็ดหน้ารึเปล่า” เขาถาม และทำหน้าระอาเมื่อฉันส่ายหน้า
“เฮ้อ! แกเป็นผู้หญิงนะ หัดพกซะบ้างสิ”เขาเริ่มทำตัวเป็นพ่อแก่ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาขึ้นมา
“แกก็รู้นี่นาว่าเราไม่ชอบพก” ฉันแก้ตัว
เขาหน้าบึ้งๆ ดูไม่ค่อยพอใจกับคำตอบเท่าไหร่
“หลับตาสิ” เขาสั่ง
“ทำไม” ฉันถาม
“เอ๊ะ! บอกให้หลับตาก็หลับตาสิ” ฉันทำตามอย่างงงๆ
อยู่ๆก็มีบางอย่างมาสัมผัสใบหน้าฉันเบาๆ... ที่แท้เขาก็กำลังเช็ดหน้าให้ฉันนั่นเอง
“หน้าเปียกหมดแล้ว” เขาว่า
“อือ”
“วันนี้ไปเดินตากฝนมาล่ะสิ” ฉันรู้สึกแปลกๆเวลาที่เขาเอาแต่จ้องมาที่หน้าฉัน แต่สิ่งที่ฉันพูดออกไปก็มีเพียงแค่คำว่า...
“อือ”
“แล้วร่มมีก็ไม่ใช้เนี่ยนะ”
“ก็ทำงานอยู่นี่”
เขาทำท่าไม่พอใจกับคำตอบ
“แล้วถ้าแกไม่สบายขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ”
“โอ๊ย! แค่นี้สบายมาก แกก็รู้ว่าเราถึกขนาดไหน” ฉันว่าพลางทำท่าเบ่งกล้าม
เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักนึง ก่อนที่จะพูดด้วยรอยยิ้มกวนๆว่า “พวกอ่อนแอน่ะสิ”
เขาหัวเราะเมื่อเห็นฉันทำหน้ามุ่ย ก่อนจะใช้มืออีกข้างมาโยกหัวฉันเล่น
“เอาน่าๆ เรารู้ว่าแกอ่ะแข็งแรง แต่เล่นไปตากฝนขนาดนี้คนแข็งแรงอย่างแกก็เป็นหวัดได้นี่” คำปลอบใจที่ดูเหมือนจะประชดกลายๆ เมื่อคนพูดเน้นคำว่าแข็งแรงมากกว่าคำอื่นๆ
“แต่...ก็นะ คนแข็งแรงที่ไหนก็ไม่รู้ ที่แค่ตากแดดตากฝนมากไปหน่อยก็ไข้ขึ้นซะแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าแข็งแรงประเภทไหน” ฉันได้แต่ส่งค้อนไปให้เขาโทษฐานที่รู้ดีเกินเหตุ แต่ดูเหมือนคนพูดจะไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากอมยิ้มแล้วแกล้งเสมองไปทางอื่น
เราเดินไปเงียบๆพักใหญ่ ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นว่า “แก”
“มีไร” ฉันถามเมื่อเขาไม่ยอมพูดให้จบ
“ใกล้ถึงบ้านแกแล้ว...” ฉันมองไปยังซอยกว้างๆที่ไม่มีคนเดินผ่านเลยนอกจากเราสองคน
“อือ...แล้วไงอ่ะ”
“วันนี้แกจะให้เราเข้าบ้านแกได้รึยัง” เขาถามฉันเหมือนทุกครั้งที่เขาเดินมาส่งฉัน
“บ้านเรามันมีอะไรหรอ แกถึงได้อยากเข้าไปนักอ่ะ”
“พูดงี้คือไม่ได้ใช่ป่ะ” เขาเริ่มทำหน้าเซ็ง เมื่อฉันปฏิเสธเขาอีกครั้ง
“บอกเหตุผลได้มั๊ย” เขาถาม... แล้วฉันควรจะตอบว่าอะไรดีล่ะเนี่ย
“ก็...ก็แค่” ฉันอึกๆอักๆอยู่นาน จนเขาเชยคางฉันให้มาสบตาเขา
“เวลาพูดน่ะ มองตาเราด้วยสิ” โอ๊ย! แค่ไม่มองยังไม่กล้าพูดเลย ยิ่งให้มองตาคมๆคู่นั้นอีก
เขาหัวเราะ เมื่อเห็นฉันหลับตาปี๋
“เอาล่ะๆ ไม่แกล้งแกแล้ว แต่มีข้อแม้นะ” ฉันรีบลืมตาไม่ค่อยไว้ใจข้อแม้ของคนตรงหน้าเอาซะเลย
เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดว่า “ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นก็ได้”
ฉันทำปากยื่นใส่คนรู้ทัน “ข้อแม้อะไร”
เขาอมยิ้มพลางพูดว่า “อยากรู้ต้องยื่นหูมาใกล้ๆ”
ฉันเลยเขยิบเข้าไปใกล้เขาอีกนิด
“ใกล้อีก”ฉันก้าวเข้าไปชิดกับเขา
เขายิ้มอย่างพอใจ แล้วค่อยๆโน้มตัวลงมากระซิบเบาๆที่ข้างหูของฉันว่า “ถ้าเรามาส่งแกคราวหน้า แกต้องให้เราเข้าบ้านแกแล้วนะ”
ฉันทำท่าลังเล...แต่พอเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆแล้วถามว่า “ตกลงมั๊ย” ฉันจึงพยักหน้าไปส่งๆ
พอกลับมามีระยะห่างเท่าเดิมเหมือนตอนแรกๆ ฉันค่อยรู้สึกหายใจหายคอสะดวกหน่อย
โล่งใจได้ไม่นาน...นายตัวดีที่หยุดยืนหน้าบ้านฉัน เขายิ้มแฉ่งพลางบอกให้ฉันเข้าบ้านดีๆ ให้รีบไปอาบน้ำสระผมซะ
‘รอยยิ้มนั่นไม่ค่อยน่าไว้ใจแฮะ’ ฉันคิด
พอฉันทำท่าจะเข้าบ้านแล้วเขาก็รั้งแขนฉันไว้ “นี่...รู้อะไรมั๊ย”
“จะไปรู้แกหรอ” ฉันอดหมั่นไส้ท่าทางมีความสุขเกินเหตุของเขาไม่ได้
“เรารู้เหตุผลของแกแหละ” เขาพูดยิ้มๆ แล้วเดินจากไป
ฉันเดินเข้าบ้าน...รู้สึกงงๆ ‘หมายความว่าไงหว่า เหตุผล เหตุผอะไร’
‘รึว่า...’
เมื่อสองปีก่อน... ตอนที่ฉันเริ่มสนิทกับเขา
“แก...เห็นหมิวเล่าว่าบ้านแกสวยนี่”
“อือ แล้วไงอ่ะ”
“ขอไปดูมั่งดิ อยากรู้ว่าสวยจริงอย่างที่พูดรึเปล่า”
“ได้นะ แต่ต้องไปกันหลายๆคนอ่ะ”
“ทำไมล่ะ”
“ก็บ้านเราสอนว่า ถ้าจะพาผู้ชายเข้าบ้าน คนๆนั้นต้องเป็นแฟนที่จะพามาให้พ่อแม่ดูน่ะ”
“เออ บ้านแกแปลกดี...ถ้าแกพาเพื่อนผู้ชายไปหลายคน พ่อแม่แกไม่คิดว่าเป็นแฟนแกหมดเลยหรอ”
“ถ้าเป็นแฟนก็ต้องพาไปคนเดียวสิ ใครเขาจะคบหลายคนล่ะ”
....
“ถ้าเรามาส่งแกคราวหน้า แกต้องให้เราเข้าบ้านแกแล้วนะ” เสียงของเขายังดังอยู่ในหัว
อากาศเย็นๆไม่ช่วยให้แก้มแดงๆของฉันจางลงเลย
edit @ 9 Nov 2009 08:07:30 by mzither(look chin pla)