เรื่องสั้น Rainy day

posted on 06 Nov 2009 22:47 by mzither

วันนี้เอาไฟล์เก่าๆมาดู เห็นเรื่องสั้นที่แต่งประมาณปีที่แล้ว เลยเอามาลง อ่านแล้ว...เป็นยังไงช่วยแนะด้วยนะคะ 

 

 

ฝนตก...

อาการเป็นหวัดง่ายกลับมาอีกครั้ง

รู้สึกตัวหนักๆ มึนหัวอย่างไรก็ไม่รู้

อาจเป็นเพราะวันนี้ฉันต้องตากฝนจากการเดินสวนสนามในงานของโรงเรียน

 

ฝนตกช่วยให้ภาพของคนในสนามที่นั่งจ้องมายังพวกเราดูเลือนราง ช่วยลดความประหม่าไปได้มาก

ฉันยืนตัวตรง นิ่ง สายตาจ้องมองไปข้างหน้า

น้ำฝนที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆเริ่มซึมเข้าไปในเนื้อผ้า

เอ...เอ็มพีสามที่ฉันหยิบติดมาด้วยจะพังรึเปล่าเนี่ย

คงไม่เป็นไรน่า เราใส่เสื้อตั้งหลายชั้น

ความเย็นของน้ำฝนที่ปะทะใบหน้า และแทรกซึมเข้าไปในเสื้อวอรม์พร้อมกับความชื้นทำให้ฉันเริ่มรู้สึกหนาว ในใจคิดไปถึงใครบางคนที่ป่านนี้คงจะนั่งเล่นเกมส์อยู่ที่บ้าน น่าอิจฉาแกมหมั่นไส้เมื่อนึกถึงสาเหตุที่เจ้าตัวอ้างไม่ยอมมางาน...

 

ฉันยังคงยืนนิ่ง

รอจนวงโยธวาทิตเดินออก

จนได้สัญญาณ ฉันค่อยๆเดินออกจากสนาม

พอถึงประตูทางออก ถึงได้วางป้ายในมือลงแล้วหันไปยิ้มกับเพื่อนๆ

ก่อนจะวิ่งไปเก็บป้าย

ในที่สุดงานของฉันก็สิ้นสุดเสียที ^-^

 

ความเย็นของแอร์ในห้องพักไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้น ออกจะหนาวขี้นด้วยซ้ำ

ฉันตัดสินใจบอกลาเพื่อนๆ ทั้งๆที่อีกใจหนึ่งก็อยากดูการแสดงต่อ

 

ฉันกางร่มแล้วค่อยๆเดินกลับบ้าน

หากเธอนั้น ได้รู้อะไรบางอย่าง ว่าคนที่เคยเคียงข้าง.... เสียงริงโทนดังขึ้น ฉันหยุดเดิน แล้วหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง

ฮัลโหล แกทำไรอยู่อ่ะ เสียงใครบางคนที่คุ้นเคย ทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้

ใครบางคนที่บอกว่าจะไม่มางานนี้เพราะฉันเป็นคนถือป้าย

นี่แกอยู่ไหนเนี่ยไม่ได้อยู่บ้านหรอ ฉันถามเขาเมื่อได้ยินเสียงฝนจากอีกสาย

แกอยู่ไหนอ่ะ เขาไม่ตอบแต่ถามฉันกลับ

อยู่ที่ตึกxxx”

อยู่ๆเขาก็วางสายไป

ฉันได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เอ..หรือสัญญาณที่บ้านมันไม่ค่อยดีหว่า...

อยู่ๆที่มือของฉันก็มีไออุ่นมาสัมผัส ก่อนที่จะแย่งร่มในมือไปถือแทน

เจ้าของรอยยิ้มกวนๆก็โผล่หน้ามา ก่อนจะยักคิ้วราวกับจะถามว่า แปลกใจป่ะ

มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันถาม

วันนี้ติดธุระไม่ใช่หรอ แล้วมาทำไม เขายังคงเงียบ

มาเดินเล่น คำตอบสั้นๆที่ดูยังไงๆก็ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยให้ฉันตั้งคำถามอีกเมื่อเขาเริ่มเดินและลากฉันตามไปด้วย

นี่ฉันเรียกเขาเมื่อเขาเอาแต่เดิน

นี่ แกจะพาเราไปไหนเนี่ย ฉันเริ่มถามเขาด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม

ไปส่งแกที่บ้านไง เขาตอบก่อนที่จะทำแก้มป่องๆกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นฉันทำหน้าเหวอๆ

ก็กลัวใครบางคนจะหลงทาง กลับบ้านไม่ได้ เขาเอ่ยล้อๆตอนที่ฉันนั่งรถเมล์ใหม่ๆแล้วหลงทาง เดือดร้อนถึงเขาที่ต้องคอยอธิบายเส้นทางกลับบ้านจากที่เรียนพิเศษให้ฉัน

ฉันแยกเขี้ยวใส่เขา รู้สึกหน้าร้อนๆเมื่อคิดถึงตอนที่หลงแล้วทำอะไรไม่ถูกเลยโทรหาเขาเป็นคนแรก

อยู่ๆเขาก็หยุดเดิน แล้วยื่นร่มมาให้ฉันถือ

มีผ้าเช็ดหน้ารึเปล่า เขาถาม และทำหน้าระอาเมื่อฉันส่ายหน้า

เฮ้อ! แกเป็นผู้หญิงนะ หัดพกซะบ้างสิเขาเริ่มทำตัวเป็นพ่อแก่ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาขึ้นมา

แกก็รู้นี่นาว่าเราไม่ชอบพก ฉันแก้ตัว

เขาหน้าบึ้งๆ ดูไม่ค่อยพอใจกับคำตอบเท่าไหร่

หลับตาสิ เขาสั่ง

ทำไม ฉันถาม

เอ๊ะ! บอกให้หลับตาก็หลับตาสิ ฉันทำตามอย่างงงๆ

อยู่ๆก็มีบางอย่างมาสัมผัสใบหน้าฉันเบาๆ... ที่แท้เขาก็กำลังเช็ดหน้าให้ฉันนั่นเอง

หน้าเปียกหมดแล้วเขาว่า

อือ

วันนี้ไปเดินตากฝนมาล่ะสิฉันรู้สึกแปลกๆเวลาที่เขาเอาแต่จ้องมาที่หน้าฉัน แต่สิ่งที่ฉันพูดออกไปก็มีเพียงแค่คำว่า...

อือ

แล้วร่มมีก็ไม่ใช้เนี่ยนะ

ก็ทำงานอยู่นี่

เขาทำท่าไม่พอใจกับคำตอบ

แล้วถ้าแกไม่สบายขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ

โอ๊ย! แค่นี้สบายมาก แกก็รู้ว่าเราถึกขนาดไหน ฉันว่าพลางทำท่าเบ่งกล้าม

เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักนึง ก่อนที่จะพูดด้วยรอยยิ้มกวนๆว่า พวกอ่อนแอน่ะสิ

เขาหัวเราะเมื่อเห็นฉันทำหน้ามุ่ย ก่อนจะใช้มืออีกข้างมาโยกหัวฉันเล่น

เอาน่าๆ เรารู้ว่าแกอ่ะแข็งแรง แต่เล่นไปตากฝนขนาดนี้คนแข็งแรงอย่างแกก็เป็นหวัดได้นี่ คำปลอบใจที่ดูเหมือนจะประชดกลายๆ เมื่อคนพูดเน้นคำว่าแข็งแรงมากกว่าคำอื่นๆ

แต่...ก็นะ คนแข็งแรงที่ไหนก็ไม่รู้ ที่แค่ตากแดดตากฝนมากไปหน่อยก็ไข้ขึ้นซะแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าแข็งแรงประเภทไหน ฉันได้แต่ส่งค้อนไปให้เขาโทษฐานที่รู้ดีเกินเหตุ แต่ดูเหมือนคนพูดจะไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากอมยิ้มแล้วแกล้งเสมองไปทางอื่น

เราเดินไปเงียบๆพักใหญ่ ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นว่า แก

มีไร ฉันถามเมื่อเขาไม่ยอมพูดให้จบ

ใกล้ถึงบ้านแกแล้ว... ฉันมองไปยังซอยกว้างๆที่ไม่มีคนเดินผ่านเลยนอกจากเราสองคน

อือ...แล้วไงอ่ะ

วันนี้แกจะให้เราเข้าบ้านแกได้รึยัง เขาถามฉันเหมือนทุกครั้งที่เขาเดินมาส่งฉัน

บ้านเรามันมีอะไรหรอ แกถึงได้อยากเข้าไปนักอ่ะ

พูดงี้คือไม่ได้ใช่ป่ะ เขาเริ่มทำหน้าเซ็ง เมื่อฉันปฏิเสธเขาอีกครั้ง

บอกเหตุผลได้มั๊ย เขาถาม... แล้วฉันควรจะตอบว่าอะไรดีล่ะเนี่ย

ก็...ก็แค่ฉันอึกๆอักๆอยู่นาน จนเขาเชยคางฉันให้มาสบตาเขา

เวลาพูดน่ะ มองตาเราด้วยสิ โอ๊ย! แค่ไม่มองยังไม่กล้าพูดเลย ยิ่งให้มองตาคมๆคู่นั้นอีก

เขาหัวเราะ เมื่อเห็นฉันหลับตาปี๋

เอาล่ะๆ ไม่แกล้งแกแล้ว แต่มีข้อแม้นะฉันรีบลืมตาไม่ค่อยไว้ใจข้อแม้ของคนตรงหน้าเอาซะเลย

เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดว่า ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นก็ได้

ฉันทำปากยื่นใส่คนรู้ทัน ข้อแม้อะไร

เขาอมยิ้มพลางพูดว่า อยากรู้ต้องยื่นหูมาใกล้ๆ

ฉันเลยเขยิบเข้าไปใกล้เขาอีกนิด

ใกล้อีกฉันก้าวเข้าไปชิดกับเขา

เขายิ้มอย่างพอใจ แล้วค่อยๆโน้มตัวลงมากระซิบเบาๆที่ข้างหูของฉันว่า ถ้าเรามาส่งแกคราวหน้า แกต้องให้เราเข้าบ้านแกแล้วนะ

ฉันทำท่าลังเล...แต่พอเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆแล้วถามว่า ตกลงมั๊ย ฉันจึงพยักหน้าไปส่งๆ

พอกลับมามีระยะห่างเท่าเดิมเหมือนตอนแรกๆ ฉันค่อยรู้สึกหายใจหายคอสะดวกหน่อย

โล่งใจได้ไม่นาน...นายตัวดีที่หยุดยืนหน้าบ้านฉัน เขายิ้มแฉ่งพลางบอกให้ฉันเข้าบ้านดีๆ ให้รีบไปอาบน้ำสระผมซะ

รอยยิ้มนั่นไม่ค่อยน่าไว้ใจแฮะฉันคิด

พอฉันทำท่าจะเข้าบ้านแล้วเขาก็รั้งแขนฉันไว้ นี่...รู้อะไรมั๊ย

จะไปรู้แกหรอ ฉันอดหมั่นไส้ท่าทางมีความสุขเกินเหตุของเขาไม่ได้

เรารู้เหตุผลของแกแหละ เขาพูดยิ้มๆ แล้วเดินจากไป

 

ฉันเดินเข้าบ้าน...รู้สึกงงๆ หมายความว่าไงหว่า เหตุผล เหตุผอะไร

รึว่า...

 

เมื่อสองปีก่อน... ตอนที่ฉันเริ่มสนิทกับเขา

แก...เห็นหมิวเล่าว่าบ้านแกสวยนี่

อือ แล้วไงอ่ะ

ขอไปดูมั่งดิ อยากรู้ว่าสวยจริงอย่างที่พูดรึเปล่า

ได้นะ แต่ต้องไปกันหลายๆคนอ่ะ

ทำไมล่ะ

ก็บ้านเราสอนว่า ถ้าจะพาผู้ชายเข้าบ้าน คนๆนั้นต้องเป็นแฟนที่จะพามาให้พ่อแม่ดูน่ะ

เออ บ้านแกแปลกดี...ถ้าแกพาเพื่อนผู้ชายไปหลายคน พ่อแม่แกไม่คิดว่าเป็นแฟนแกหมดเลยหรอ

ถ้าเป็นแฟนก็ต้องพาไปคนเดียวสิ ใครเขาจะคบหลายคนล่ะ

....

 

ถ้าเรามาส่งแกคราวหน้า แกต้องให้เราเข้าบ้านแกแล้วนะ เสียงของเขายังดังอยู่ในหัว

อากาศเย็นๆไม่ช่วยให้แก้มแดงๆของฉันจางลงเลย

edit @ 9 Nov 2009 08:07:30 by mzither(look chin pla)

หวัดดี

เธอเป็นยังไงบ้าง ทานข้าวรึยัง สบายดีมั๊ย

ฉันปิดเทอมได้ซักพักแล้วล่ะ แต่ไม่รู้จะเขียนอะไรดี เลยไม่ได้เล่าอะไรให้เธอฟัง

เมื่อวันก่อน ฉันไปทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดของเราสองคนมาด้วยนะ

จำได้มั๊ยว่าเราเคยนั่งทานเค้กด้วยกันตอนดึกๆ

แล้วเราก็จะมาบ่นเรื่องอ้วนกันตอนเช้า

ตลกดีเนอะ

แต่เดี๋ยวนี้ เวลาฉันผ่านไปร้านเค้กทีไร ฉันก็ได้แต่มอง

เวลาไม่มีคนทานด้วย มันก็พาลไม่อยากจะทานซะอย่างนั้น

เธอ... คิดถึงเธอจัง

ไว้เธอกลับมาแล้ว เราไปทานเค้กร้านโปรดกันอีกนะ

พระอาทิตย์ของฉัน

posted on 04 Sep 2009 02:32 by mzither  in emotion

อาการคิดถึงคนโน้นคนนี้กลับมาอีกครั้ง

ฉันยังคงคิดถึงเธอ

ยังคงอยากได้ยินเสียงอยากพูดคุย

แต่...ฉันทำได้เพียงแค่ หลับตา...

แล้วนึกถึงใบหน้าของเธอ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของเธอ

เธอเหมือนกับพระอาทิตย์ของฉัน

โลกของเราเปลี่ยนไปแล้ว

ครั้งนึง เราเคยคุยกันทุกวัน สังคมโรงเรียนที่เราอยู่มีเรื่องมากมายที่ต้องทำเหมือนๆกัน เราเลยได้คุยกัน

แต่มาวันนี้ เราแทบจะไม่ได้คุยกันเลย เธอคงจะยุ่ง เช่นเดียวกับฉันที่มีเรื่องต้องทำมากมายในสังคมแห่งใหม่

ระยะทางแยกเราออกจากกัน

เวลาดึงให้เราเหินห่าง

เธอจะยังจำฉันได้รึเปล่า?

หรือเธอจะลืมฉันแล้ว

เป็นไปได้มั๊ย ถ้าเธอจะเล่าเรื่องราวของเธอแลกกับเรื่องราวของฉัน ให้ฉันได้รู้ความเป็นไปของเธอ ให้รู้ว่าเธอยังคงสบายดี

หรือ...จะไม่มีอีกแล้วพระอาทิตย์ของฉัน

 

ป.ล. ถึง ใครคนนึง...เราจะยังคงเป็นเพื่อนกันตลอดไปใช่มั๊ย

เวลาผ่านไปเร็วจังเลยเนอะ

 

เผลอแป๊ปเดียวก็ปาเข้ามาครึ่งเทอมแล้ว

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าช่วงนี้เป็นอะไร ตั้งแต่เรียนมา...ไม่มีอาทิตย์ไหนเลยที่ฉันจะไม่เจ็บตัว

บางวันฉันก็สามารถเอาหัวไปโขกกับเสาเตียงตอนตื่น

บางวันก็เดินสะดุด

ที่ร้ายที่สุดคือ วันก่อนฉันได้รอยช้ำใหญ่ๆมาสองรอย เพราะขี่จักรยานแล้วจักรยานคว่ำ

เฮ้อ! เอากับฉันสิ ขี่มาตั้งนานไม่เคยมีปัญหา

ที่ตลกก็คือ ตอนแรกๆฉันไม่สามารถให้เพื่อนซ้อนท้ายได้เพราะยังขี่ไม่คล่อง พอล้มคราวนี้ขี่คล่องขึ้นเยอะเลย จนเพื่อนที่ลองนั่งซ้อนท้ายยังแปลกใจ

สรุปว่า...ต้องเจ็บตัวก่อนถึงจะขี่เก่งใช่มั๊ยเนี่ย

freshy

posted on 19 Jun 2009 23:04 by mzither  in Diary

จะว่าไปแล้ว... ฉันเองก็ดำรงตำแหน่ง"น้องใหม่" มาเกือบเดือนแล้ว...

ชีวิตของการเป็นเด็กหอ และการเรียนมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

ไม่มีการร้องเพลงเคารพธงชาติ

ไม่ตารางเรียนที่มีคนกำหนดให้

ไม่มีการเข้าเรียนตอนแปดโมงแล้วเลิกตอนสี่โมงเย็นเหมือนวันก่อนๆ

....

ก็แปลกดี

ทุกๆเช้า ฉันจะต้องตื่นล่วงหน้าเวลาเรียนอย่างน้อยๆ1.30ชั่วโมง เนื่องจากต้องเผื่อเวลารอคิวเข้าห้องน้ำ (หอในที่ฉันอยู่เป็นห้องน้ำรวมน่ะค่ะ)

จากคนที่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียน...ไปเฉียดๆเวลาเข้าแถว กลายเป็นคนที่ตื่นก่อนเวลา... มานั่งอ่านหนังสือก่อน

ความคิดที่ว่าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วกระเป๋าจะเบาขึ้น เวลาว่างจะมากขึ้น ดูเหมือนจะไม่จริงซะทีเดียว

แม้ว่าจำนวนหนังสือเรียนจะน้อย... แต่หนังสือที่ต้องอ่านเพิ่มเติมมีอีกมากมาย

แม้ว่าวันๆนึงจะเรียนแค่ไม่กี่วิชา แต่1วิชาเรียน2-3คาบซะเป็นส่วนใหญ่

นอกจากการเรียนแล้ว ยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่นซ้อมเชียร์ และอื่นๆอีกมากมายที่ทยอยเข้ามา ตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงสองทุ่ม และยังต้องคอยทบทวนบทเรียนอยู่เสมอ

วิชาที่ฉันเรียนอยู่โดยพื้นฐานมักเป็นการจำเสียมากกว่า

ต้องจำให้ได้ก่อนถึงจะเข้าใจ

มีหลายสิ่งหลายอย่างอีกมากมายที่ฉันต้องทำหรือควรจะทำในแต่ละวัน

ไปๆมาๆ วันนึงก็หมดไปเร็วเหลือเกิน

จากเรียน ไปทำกิจกรรม ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ซักผ้า คุยกับเพื่อนๆ

สุดท้าย...พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิท

เก็บแรงไปสู้วันต่อไป

จะว่าไปแล้ว... ชีวิตแบบนี้ก็สนุกไปอีกแบบ ^^

อ้อ!ลืมบอกไปอีกอย่าง เดี๋ยวนี้ที่หอของฉันมีชมรมซักผ้าด้วย ก่อตั้งโดยฉันเองค่ะ เรื่องของเรื่องก็คือฉันมักจะซักผ้าทุกวัน จนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจำได้ บางคนที่สนิทๆกันก็มาซักผ้าเป็นเพื่อน จนตอนนี้...ชมรมของเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ^-^

ป.ล. ถึงใจ... ตอนนี้อาการเจ็บๆปวดๆเริ่มหายไป... ความรู้สึกแย่ๆเหล่านั้นก็เริ่มเจือจางไปตามกาลเวลา อาจเป็นเพราะ...เราไม่ได้ไปหวนคิดถึงมันมากนัก แม้ว่า...เราจะคิดถึงเขาอยู่บ้าง แต่...มันก็ไม่ได้คิดถึงด้วยความผิดหวัง เสียใจอีกต่อไป แต่มันแทนที่ด้วยรอยยิ้มแทน

 

ขอให้ทุกคนมีความสุข รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

จดหมายของใจกับเพื่อน

posted on 25 May 2009 11:15 by mzither  in emotion

 

ถึงเพื่อน

เราเพิ่งรู้ว่าเธอกำลังเศร้า...เหนื่อยและท้อเต็มที บางที่นะบางที...ถ้ามีความรักแล้วมันเจ็บปวดขนาดนั้นก็หยุดมันซะจะดีกว่ามั๊ย

เธอบอกว่าเธอเหนื่อยกับการรอ รอให้เขาหันมามองเธอบ้าง เธอบอกว่าเธอรู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ที่เล่นmsnทุกวัน หวังเพียงจะได้คุยกับเขา เธอกลัวการเปลี่ยนแปลง...กลัวว่าเธอจะไม่สนิทกับเขาดังเดิม

ถ้ามันเหนื่อยซะขนาดนั้นก็ปล่อยมันไปเถอะ ปล่อยความรักไป หากสิ่งที่เธอรู้สึกเหล่านี้มันมีแต่ความทุกข์ก็อย่าเก็บมันไว้เลย จะทำร้ายตัวเองไปอีกทำไม

ฉันเชื่อว่าเธอจะผ่านมันไปได้

ใจ 

ใจ เพื่อนรัก 

ฉันถามตัวเองเป็นร้อยๆครั้งหลังจากอ่านจดหมายของเธอ

"ถ้ารักใครแล้วรู้สึกปวดใจขนาดนั้น สู้ไม่มีจะดีกว่ามั๊ย"

 

แต่...ในความทุกข์ทั้งหลาย เมื่อฉันได้พูดคุย ได้เจอเขา มันเหมือนว่าความทุกข์ทั้งหลายที่ฉันรู้สึกมันไม่มีตัวตนอยู่เลย ฉันยิ้ม หัวเราะ ร่าเริง และมีความสุขที่สุดเวลาได้อยู่กับเขา ฉันรู้...ใจ ว่าเมื่อฉันเจ็บเธอเองก็เจ็บไปด้วย ฉันขอโทษที่ฉันมักปวดใจ...เวลาที่คิดถึงเขาและรู้ว่า เขาไม่เคยเห็นฉันเป็นอย่างอื่นนอกจากเพื่อนเลย

บางที...มันคงจะถึงเวลาที่ฉันจะต้องตัดใจแล้วล่ะมั้ง อดทนอีกนิดนะใจ เราจะเจ็บพร้อมกันเป็นครั้งสุดท้าย

 

รักเธอเสมอ

เพื่อน

edit @ 25 May 2009 22:26:37 by mzither(look chin pla)

ใจหาย

posted on 18 May 2009 01:46 by mzither  in emotion

ยังมีคำถามบางอย่างที่ยังค้างคา แต่...ไม่เป็นไร ยังพอมีเวลาที่จะคิดเรื่องนั้น

 คงจะเป็นความรู้สึกของคนที่ไม่ค่อยได้จากบ้านไปไหน

หากจะว่าไปแล้ว... นึ่คงเป็นการอยู่ห่างบ้านที่นานที่สุดของฉัน

 แม้ว่า...ระยะทางจะใกล้กว่าครั้งก่อนๆ

แต่...ครั้งก่อนๆ ฉันมีใครคนนึงร่วมทางด้วยเกือบทุกครั้ง

ทุกครั้งที่ไกลบ้าน ฉันมักไม่ค่อยออกอาการคิดถึงเท่าเวลานี้มาก่อน

ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหร่นัก ที่จะมานั่งกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นทำไม

บางที...มันอาจเป็นความรู้สึก...ใจหายล่ะมั้ง

พี่สาวที่คลานตามกันมา

คนที่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ทั้งแม่

คนที่ปรึกษาได้ทุกเรื่อง

ทุกครั้ง...ไม่ว่าเราจะเรียนกันคนละที่ จะใช้ชีวิตต่างกันแค่ไหน แต่ทุกๆครั้ง เราจะมาเจอกัน มาแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้สึกกันที่นี่... ที่บ้านของเรา

แต่เวลานี้...เราคงจะต้องโตขึ้น เราต่างต้องออกไปผจญภัยในแบบของตัวเอง

ฉัน...ไปอยู่หอ ดูจากกิจกรรมที่ต้องทำแล้วมีความเป็นไปได้ว่าจะมีโอกาสได้กลับบ้านน้อยมาก

พี่...ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ

เกิดความรู้สึกหวิวๆในอก แม้ว่าปัจจุบันนี้...จะมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้เราติดต่อกันสะดวกขึ้น แต่...ใครกันจะว่างมาคุยเล่นทุกวัน

ใครกันจะคอยให้คำปรึกษา

ใครกันจะรู้ใจเราได้เท่าคนคนนี้

บางที...มันอาจจะถึงเวลาที่เราจะต้องห่างกันล่ะมั้ง

คิดแล้วใจหายจริงๆนะเนี่ย

แต่... ไม่เป็นไร ถึงเราจะต้องห่างกัน แต่...อีกไม่นานเราก็จะได้พบกันอีก ^^ จริงมั๊ย

 

 

หากเป็นเมื่อคืน... ฉันคงจะเขียนเกี่ยวกับรองเท้านักเรียน

แต่ในเมื่อ...เมื่อคืนมันดึกเกินกว่าที่ฉันจะลุกขึ้นมาเปิดคอม ฉันเลยเขียนใส่ในสมุดแทน

รู้สึกว่าช่วงนี้ใช้บล็อกเขียนแทนไดอารี่บ่อยมาก ^^

นอกเรื่องไปนาน... เล่าเลยดีกว่า

วันนี้ตื่นตั้งแต่ตีห้าแต่งตัวในชุดนักเรียนที่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ

ฉันรู้สึกดีตั้งแต่เช้า แม้จะง่วงๆอยู่บ้าง

กว่าจะไปถึงที่วิทยาเขตสนามจันทร์ก็ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง

พอไปถึงที่โน่น ให้พวกพี่ๆตรวจดูเอกสารให้ ถึงได้พบว่า...

การตรวจร่างกายที่คิดว่าจะมีที่นี่ กลับต้องไปตรวจเอง เราก็งงๆ ก็ในใบที่เขียนไว้ในเน็ตมันไม่เห็นบอกอย่างนั้นเลยนี่นา

แต่...ก็ยังดีที่มาเช้า

อ่ะ... ไม่เป็นไร เราก็ถามๆพี่เขาว่ามีโรงพยาบาลไหนที่ใกล้ที่สุด

และแล้วเราก็ไปที่โรงพยาบาลสนามจันทร์กัน

ไปถึงก็กรอกข้อมูลนิดหน่อย แล้วก็ไปรอเอ็กซเรย์ปอด

ระหว่างที่รอ เราก็เริ่มเห็นปรากฎการณ์อย่างหนึ่ง คือ...

เด็กชุดนักเรียนเริ่มทะยอยมาตรวจสุขภาพกันเป็นแถว

ก็เลยถามเพื่อนใหม่ที่กำลังจะไปเอ็กซเรย์ด้วยกันว่า ติดคณะอะไร ถามไปถามมา ก็ได้รู้ว่า... ทุกคนที่มามันเด็กอักษรทั้งนั้นเลย ^^

ก็คุยกัน กลายเป็นว่า เราได้เพื่อนใหม่ที่โรงพยาบาล เออ...แปลกดี

แต่สงสารเพื่อน... อุตส่าห์ไปตรวจมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าต้องใช้แบบฟอรม์ของมหาลัยจนต้องมาตรวจใหม่

(กลับบ้านมาเพิ่งมาเห็นว่า เขาเอาเรื่องแบบฟอรม์นี้ลงอีกเวบนึง ที่เราไม่เคยรู้จัก V-V มิน่าล่ะ ถึงไม่รู้)

พอตรวจร่างกายทั่วๆไปเรียบร้อยแล้วก็กลับไปที่มหาลัยอีกครั้ง

เราก็ไปนั่งฟังพี่ๆเขาเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับมหาลัยบ้าง เกี่ยวกับสิ่งลึกลับบ้าง ระหว่างฟังเขาก็ให้เรากรอกแบบสอบถามไปด้วยบอกประมาณว่าเขียนให้เป็นความจริงที่สุดเพราะพี่ๆอยากรู้เรื่องของน้องๆเฉยๆ ไม่มีผลกับการสัมภาษณ์ เราก็เขียนไปฟังไป ก็รอจนพี่ๆอีกกลุ่มนึงมาเรียกไปสัมภาษณ์

ตอนที่รอสัมภาษณ์ถึงได้รู้ว่าโดนหลอก เพราะหลังจากที่เจ้าหน้าที่เช็กเอกสารแล้ว ก็บอกว่าตอนที่ไปสัมภาษณ์เอาแค่แบบสอบถามไป

เอาแล้วไงล่ะ... ประหม่าเลยทีนี้ ถึงแม้จะรู้ว่า มันน่าจะไม่มีอะไรมากก็ตาม ใจก็คิดว่า เขาคงไม่ไล่เรากลับเพราะเราตอบคำถามไม่ได้หรอกน่า

พอเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ ฉันก็แนะนำตัวสั้นๆ มาจากที่ไหน เรียนสายอะไร ประมาณนี้

อาจารย์ก็ให้บอกเพิ่มเติม

จากนั้น... ก็เริ่มคำถามสั้นๆแต่ต้องคิดเยอะมาก

เช่น ทำไมถึงเลือกเรียนอักษร ทั้งๆที่ทางบ้านไม่มีใครเรียน

ทำไมถึงเลือกที่นี่เป็นอันดับหนึ่ง

ลองยกตัวอย่างหนังสือที่ชอบมาซิ ชอบอ่านแนวไหน

ถ้าจะแนะนำหนังสือที่เราชอบ จะแนะนำเรื่องอะไร เพราะอะไร

บอกความแตกต่างระหว่างหนังสือภาพกับหนังสือที่แต่ข้อความมาซิ ถ้าพูดถึงข้อดีข้อเสีย อย่างไหนดีกว่า

คิดว่าการเรียนที่มหาลัยจะต่างกับการเรียนมัธยมอย่างไร ต้องปรับตัวด้านไหนบ้าง

และอื่นๆอีกมากมาย....

บางคำถามก็รู้สึกว่าตัวเองตอบได้ แต่เรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ รู้สึกเกร็งนิดหน่อย

บางคำถาม...พอมานั่งคิดดู เราตอบไปได้ไงเนี่ย

พอออกมาจากห้องนี่รู้สึกถึงความโล่งอกเลยอ่ะ

เป็นความรู้สึกที่ว่า จบซะที

พอลงมาคุยกับเพื่อนก็ลยถามว่าอาจารย์ที่ให้สัมภาษณ์ถามเรื่องอะไรบ้าง

เพื่อนก็เล่าให้ฟังว่าอาจารย์ชวนคุยเล่นเฉยๆ เช่น ชอบอักษรศาสตร์หรอ อยากเรียนเพราะอะไร รู้สึกยังไง

พอได้ยินแล้วเราก็รู้สึกว่า ทำไมมันง่ายอย่างนั้นล่ะ แล้วทำไมคำถามของฉันมันเหมือนกับข้อสอบประลองปัญญาขนาดนี้ล่ะเนี่ย T-T

หลังจากนั้นก็ขอเบี้ยวกิจกรรม ไปจัดการเรื่องเสื้อผ้า เรื่องหอให้เรียบร้อยก่อน

หอที่ฉันได้อยู่ถือว่าถูกมากๆเลยล่ะค่ะ ถ้าเทียบกับราคาหอนอกนะคะ

อาจจะไม่สะดวกตรงที่เป็นห้องน้ำรวม แต่...พอดูๆไป มันก็ไม่ได้ลำบากอย่างทีคิด ก็ดูสะอาดดี^-^

บางทีตัวฉันเองยังคิดเลยว่า มาอยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว เงียบสงบดี รู้สึกชอบบรรยากาศของความเป็นวังเก่าขึ้นมา แต่...ก็ไม่แน่อยู่ๆไปอาจจะได้เห็นอะไรมากขึ้น

บางครั้ง... การที่อยู่กรุงเทพนานเกินไปก็ทำให้เราลืมหลายสิ่งหลายอย่าง เราลืมความเขียวขจีของต้นไม้ ลืมอากาศบริสุทธิ์ ลืมความสงบ

บางที...การที่ฉันได้มาอยู่ที่นี่อาจทำให้ฉันเปลี่ยนไปก็เป็นได้

ที่แน่ๆก็คือ ถ้ามีเวลาจะรีบเเวะเข้าไปดูพระราชวังสนามจันทร์ให้พรุนเลย วันนี้ไปไหว้พระพิฆเณศอย่างเดียว ไม่ได้เดินดูรอบๆ แต่ถ้ามาอยู่ที่นี่คงจะได้ดูตึกและสวนสวยๆไปอีกนาน ^^

รู้สึกดีจัง~

 

edit @ 13 May 2009 17:42:06 by mzither(look chin pla)

10 พ.ค. 2552

ได้รองเท้าใหม่มาคู่นึง สวยมากๆ เป็นส้นเตารีดสองนิ้วสีขาวดำ มีสายรัดตรงข้อเท้าด้วย

ได้รองเท้ามาปุ๊ป มือใหม่หัดใส่อย่างฉันก็ลองใส่ไปเดินเลย

ความที่ใส่แต่รองเท้าแตะ อย่างมากก็รองเท้าส้นเตี้ย พอใส่เดินแล้วรู้สึกเหมือนจับทอมมาใส่รองเท้าส้นสูงอ่ะ

เดินแมนมาก

จนม๊าทนไม่ไหวสอนให้เดินใหม่ อดขำตัวเองไม่ได้

พอเดินๆไปเริ่มรู้สึกดี เออเนอะ...มิน่าล่ะ เพื่อนๆเราชอบใส่ส้นสูงเพราะรู้สึกดีเวลาที่เราสูงขึ้นนี่เอง (เพื่อนๆกลุ่มฉันมักจะเป็นประเภทไซส์มินิอ่าค่ะ)

พอเดินไปนานๆเริ่มรู้สึกเจ็บๆที่ข้อเท้า นานๆเข้าจนเริ่มเจ็บมากขึ้นถึงได้ถอดมาดู ถึงได้เห็นว่า...

 ง่ะ...รองเท้ากัด

ต้องไปหาพลาสเตอร์ยามาติด

จากนั้นก็พอเดินได้ แต่ก็เริ่มเมื่อยเท้าอยู่เหมือนกัน เพราะน้ำหนักมันเทไปด้านหน้า อาจเป็นเพราะเรายังไม่ชินด้วยมั้ง

กลับมาบ้าน...

ตอนอาบน้ำรู้สึกแสบๆแผลที่โดนรองเท้ากัดทั้งสองข้าง

เช้าวันรุ่งขึ้น...

รู้สึกคิดผิดอย่างแรงที่เมื่อวานใส่ส้นสูง พอเท้าแตะพื้นก็ปวดเลย

ผลสรุป รองเท้าส้นสูงนี่มันสวยแต่เจ็บจริงๆ

ตอนนี้คงต้องพักเท้าไปอีกซักพัก ^^

 

7 พ.ค. 2552 

วันนี้คงเป็นวันที่ฉันรู้สึกกังวลมากที่สุด แม้จะพยายามทำใจให้สงบเท่าที่จะสงบได้ก็ตาม ฉันเปิดเข้าไปเช็กผลสอบตลอดทั้งวัน จนทนไม่ไหว สุดท้าย...เลยคว้า"หน่อไม้" หนังสือที่ยังอ่านไม่จบมาอ่านแก้เครียด มีอยู่ตอนหนึ่งที่เขียนตรงกับสิ่งที่ฉันกำลังคิด

นิ้วกลมได้เขียนเล่าประสบการณ์ของฮิม เด็กหนุ่มที่กำลังรอผลEntขณะไปร่วมทริปด้วยกันไว้ เขาเขียนความคิดของเขาไว้ประมาณว่า การสอบเข้ามหาลัยไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต มันเป็นเพียงสิ่งที่คนเรากำหนดให้มันมีความสำคัญขึ้นมา คนเรายังจะต้องเจอทางแยกที่ต้องเลือกเดินอีกมากมาย นี่ก็เป็นเพียงทางแยกหลักๆที่เราจะต้องผ่านไป แต่ถึงอย่างนั้น ในวัยของฮิม...เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาก็จะได้สัมผัสด้วยตัวเองว่า การสอบเข้ามหาลัยไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างที่เคยคิด

สุดท้าย...ฮิมไม่ติดคณะที่อยากเรียน ฉันเห็นใจฮิม และเข้าใจดีว่าเมื่อความหวัง ความฝันที่จะติด ได้เรียนในคณะที่ชอบหายไปกับความพยายามเป็นปีๆ มันรู้สึกเช่นไร ฉันได้แต่หวังว่าฉันจะติด

 บางครั้ง...ในชีวิตของคนเรา ไม่ว่าเราจะคำนวณ คาดการณ์ และวางแผนให้ชีวิตเป็นไปตามทางที่เราเลือกไว้แค่ไหน เราก็ไม่อาจบังคับให้มันได้อย่างที่ใจเราต้องการไปซะทุกอย่าง เช่นเดียวกันกับความคิดของฉันในตอนนั้น... ไม่ว่าฉันจะคำนวณด้วยสถิติ หาความเป็นไปได้ที่จะติด เลือกอันดับโดยอาศัยความชอบและโอกาสที่จะติดจากน้อยไปมาก ไม่ว่าฉันจะพยายามทำให้มันมีโอกาสเป็นไปได้สูงขนาดไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะติดอย่างแน่นอน มันก็เป็นธรรมดาที่จะอดคิดไม่ได้ว่า ฉันจะติดรึเปล่า

ตอนเกือบๆจะหกโมงเย็น ลูกพี่ลูกน้องของฉันโทรมาบอกว่าเราสามารถดูผลสอบได้แล้ว เขาโทรมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง ดีใจที่ติดในคณะที่อยากเรียน ฉันดีใจที่เขาทำสำเร็จ แต่...ก็ยังอดกังวลกับผลของฉันไม่ได้

ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า เราทำดีที่สุดแล้ว มาถึงจุดนี้แล้วอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ฉันคลิกเข้าไปในเวบ พิมพ์รหัส และรอผลว่าสิ่งที่ฉันพยายามมาเกือบสองปี จะสำเร็จหรือไม่...

ฉันไล่สายตายดูตัวอักษรที่ปรากฎบนหน้าจอ ใจฉันเต้นรัว ฉันบีบมือตัวเองแน่น ก่อนผลจะออกมาว่า

ฉันติดอักษรศาสตร์ ศิลปากร!!!

ทันทีที่เห็นความรู้สึกที่โล่งอกเข้ามาขับความรู้สึกหนักใจก่อนหน้านี้หายไปปลิดทิ้ง

สุดท้าย...การรอคอยก็สิ้นสุดซะที เหลือเพียงสอบสัมภาษณ์ ตรวจร่างกายเท่านั้น

ป.ล. แม่...ดีใจกับหนูมั๊ยคะ หนูทำได้แล้วนะ^^

edit @ 8 May 2009 00:39:58 by mzither(look chin pla)