น่าเศร้าจัง... ทั้งๆที่มนุษย์สร้างสิ่งต่างมากมายขึ้นมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับชีวิตของเราแท้ๆ
 
พวกเขาสร้างรถ เรือ เครื่องบิน ให้เราเดินทางสะดวกขึ้น
 
เขาเหล่านั้นสร้าง กระดาษ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ให้เราได้ติดต่อหากันอย่างรวดเร็ว
 
พวกเขาเชื่อมโลกทั้งโลกไว้ด้วยกัน ทำให้โลกเล็กลง
 
แต่...พวกเขาคงลืมอะไรไปอย่าง
 
ว่ากันว่า...เรามักจะเห็นความสำคัญของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวน้อยที่สุด เพราะขณะที่เรากำลังค้นหาเส้นทางแห่งความสุข ตาของเราก็มองไปข้างหน้า บนฟ้า แต่ไม่เคยจะย้อนกลับมาดูสิ่งเล็กที่อยู่รอบๆตัวเรา จนจะมารู้ค่าก็เมื่อเสียมันไป
 
นักวิทยาศาสตร์ผู้เก่งกาจทั้งหลายคงลืมไปว่า หนทางที่สร้างความสุขให้มนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของที่ทันสมัย สร้างความสะดวกสบายเสมอไป บางที...ความสุขของคน อาจเป็นเพียงแค่การได้นั่งคุยกับใครซักคนที่รู้ใจเรา ได้ใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญของเราก็เป็นได้
 
ไม่จำเป็นต้องมีรถ มีอินเตอร์เน็ต มีBB เราก็คุยกัน มองหน้ากัน และหัวเราะไปด้วยกันได้
 
 
มีเรื่องน่าขำอยู่เรื่องหนึ่ง...
วันหนึ่งตอนบ่ายๆ ฉันเห็นพ่อลูกสองคนเดินเข้ามานั่งในร้านอาหารด้วยกัน พวกเขาสั่งอาหาร และเดินมานั่งรอที่โต๊ะ พวกเขาดูเป็นคุณพ่อ-ลูกสาวที่มีความสุขดี จนกระทั่ง...
ทันทีที่ลูกสาววัยรุ่นของเขานั่งลงบนเก้าอี้ เธอก็หยิบบีบีของเธอออกมา
ตลอดมื้อนั้น... พวกเขาไม่ได้พูดคุยกันเลย
และรอยยิ้มของคุณพ่อคนนั้นก็จางหายไป
ฉันเห็นเขาทานแบบหงอยๆ ไม่ต่างอะไรกับการทานข้าวคนเดียว
ทั้งๆที่เขามากับลูกสาวของเขาเอง พวกเขากลับไม่มีโอกาสเเม้แต่จะคุยกัน
 
สำหรับฉัน...มันเป็นตลกร้าย
 
ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันเพียงเอื้อม เรากลับไม่คุยกับคนที่อยู่กับเรา แต่กลับไปคุยกับคนอื่นๆที่อยู่ห่างไกลกัน และเมื่อคนที่อยู่ห่างเหล่านั้นอยู่กับเรา เราก็เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีมานั่งพิมพ์ข้อความคุยกับคนอื่นๆอีก
 
 
และทั้งๆที่ฉันได้กลับมาบ้าน ได้อยู่กับคนที่ฉันคิดถึง สิ่งที่ฉันพบหลังจากอยู่ในช่วง'ว่างเกินไป'ก็คือ
ฉันแทบจะไม่ได้คุยกับคนที่บ้านเลย
เช้า... ฉันเห็นคนสำคัญของฉันหลับ อีกคนออกไปทำงาน อีกคนก็หมกมุ่นอยู่กับงานในหน้าจอเหลี่ยมๆที่เราเรียกกันว่า'คอมพิวเตอร์'
กลางวัน... คนสำคัญของฉันเพิ่งตื่น แล้วเธอคนนั้นก็ไม่ว่างพอที่จะคุยกับฉันเพราะเธอต้องโทรศัพท์หาเพื่อนในกลุ่มของเธอ
เย็น... เราทานข้าวเย็นด้วยกัน และนี่จะเป็นเวลาเดียวที่ฉันได้พูดคุยกับพวกเขา
ค่ำ... คนสำคัญทุกคนของฉันอยู่บ้านพร้อมหน้า แต่ไม่มีใครออกห่างจากเจ้าจอสี่เหลี่ยมนั่นเลย
และ...ใช่ ฉันกำลัง'เหงา'เหมือนคุณพ่อของเด็กคนนั้น
 

edit @ 18 Oct 2010 23:36:14 by mzither(look chin pla)

อาทิตย์ที่แล้ว เพิ่งจะได้ฤกษ์อ่านเรื่องบาดาล ของคุณทมยันตี (อ่านว่า ทะ-มะ-ยัน-ตี)

เป็นรักที่แปลก และสวยๆปนเศร้าๆ ไปอีกแบบ แต่สิ่งที่ชอบไปใช้ความรักที่ซาบซึ้งเหมือนอย่างที่เคยอ่าน "เลือดขัตติยา" หรืออะไรเทือกนั้น แต่เป็น'ความรู้สึกดี สงบ'

ฉันชอบคำสอนของคุณยายในเรื่อง เป็นครั้งแรกที่คนนับถือพุทธแต่ไม่ค่อยจะใส่ใจวิธีพุทธนัก หันมาสนใจเรื่องนี้

อ่านแล้วรู้สึกเย็นขึ้น สบายใจขึ้น ปล่อยเรื่องเครียดๆที่ไม่จำเป็นเลยซักนิดไปได้บ้าง (ขอใช้คำว่า'บ้าง' เพราะเดี๋ยวนี้ก็ยังเผลอให้อารมณ์มาคุม แทนสติอยู่บ่อยๆ)

และ เป็นครั้งแรกที่ฉัีน คนที่สวดมนตร์บ้างไม่สวดบ้างตามระดับความง่วง หันมาลองสวดด้วยกาย วาจา และใจ (หรือที่คุณยายบอกว่านอบน้อมด้วยวิญญาณ) พอลองสวดไปช้าๆ แล้วกล่าวคำแปลตาม ก็รู้สึกว่าเราพอจะนิ่งขึ้นกะใครๆเขาบ้าง

เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า...พอไม่มีสมาธิที ก็จะพยายามไปสวดมนตร์บทยาวๆ ช้าๆที วิธีนี้ดีกว่าตอนที่ท่องเป็นไฟแลบ เพื่อรีบนอนขึ้นเยอะเลย 

เคยเป็นกันบ้างมั๊ยคะ

ว้า...นี่จะวันจันทร์แล้วหรอเนี่ย พรุ่งนี้ต้องไปทำงานเเล้ว

พรุ่งนี้ก็จะเปิดเทอมแล้ว

ในใจก็ร่ำร้องว่า "แง~ เอาอิสระของฉันคืนมานะ"

พอคิดอย่างนี้ วันรุ่งขึ้นเราก็ไปทำงาน ไปเรียนอย่างหดหู่ ทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายทนให้มันผ่านไปวันๆ

แต่ปีนี้ ฉันอยากจะลองคิดแบบใหม่ดูบ้าง

เป้าหมายคือ ไปเรียนอย่างมีความสุข

ดังนั้น ฉันเลยพยายามคิดว่า "ในที่สุด เราก็จะได้ไปเรียนแล้ว เยี่ยมไปเลย"

พอคิดในเรื่องดีๆที่จะได้จากการเรียนแล้ว ก็พลอยทำให้รู้สึกตื่นเต้น อยากไปเรียนขึ้นมาจริงๆ

บางที...ถ้าเราเปลี่ยนการมอง ก็อาจทำให้อะไรๆดีขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

ขอตัวไปจัดของเตรียมไปเรียนก่อนนะคะ =]

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับวันจันทร์นะคะ ^^

จะว่าไป นี่ก็หน้าฝนแล้วนะคะ

สำหรับฉัน ฤดูฝน...เป็นฤดูเเห่งการเริ่มต้น

เริ่มเปิดเทอม ฝนเริ่มตก ชำระล้างไอร้อนๆให้จางหายไป

แม้ช่วงนี้ เราส่วนใหญ่จะอยู่ในภาวะตึงเครียด หลายคนสูญเสีย หลายคนโกรธแค้น

คำด่าทอ ความไม่พอใจที่มีอยู่มากมาย ตามที่ปรากฏอยู่ใน เฟสบุ๊คบ้าง หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งข่าวต่างๆ ทำให้ร้อนนี้ ดูร้อนเข้าไปใหญ่

เรามาหยุดกันซักพักดีมั๊ยคะ?

หยุดอยู่นิ่งๆ ไม่ต้องคิดว่าใครสีอะไร ไม่ต้องว่าใคร ไม่ต้องสาปแช่ง ใคร

แล้วลองหากระจกมาหนึ่งบาน

จากนั้นก็ลอง... ยิ้ม ยิ้มให้ตัวเองในแบบที่คุณคิดว่ามันสวย(หล่อ)และน่ารักที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้คุณเคยยิ้มมา

แล้วก็อย่าลืมหันไปยิ้มให้คนข้างๆคุณ หรือคุณที่จะเจอในวันรุ่งขึ้น

 

เมืองของเราเป็นเมื่องยิ้มมาช้านาน

เหตุการณ์ที่ตึงเครียดอย่างนี้ ฉันเองก็เข้าใจค่ะว่าหลายคนคงจะยิ้มกันไม่ค่อยออก แต่ฉันเชื่อว่าหากเรายิ้มให้กำลังใจตัวเองซักนิด ให้อะไรที่ดูขุ่นมัวมันจางลงบ้าง ให้รอบกายเราสว่างขึ้นมาอีกนิด ปัญหา เรื่องต่างๆที่ทุกคนวิตกจะได้คลี่คลายลงบ้าง

อาจจะช่วยไม่ได้มาก แต่ก็คงจะดีกว่าการทำหน้าบึ้งใส่กันนะคะ

บ้านของเรากำลังไฟไหม้ มีรอยแตกร้าวอยู่มากมาย ก่อนที่เราจะมานั่งทะเลาะกันหาว่าใครผิด ใครเป็นต้นตอ (ซึ่งต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นฝ่ายจัดการ) เอาความโกรธมาทุบให้รอยแตกมันมากขึ้น มาช่วยกันดับไฟและประสานรอยก่อนไม่ดีกว่าหรือคะ

ว่ากันว่า...การยิ้มก็เหมือนกับการหาวที่เมื่อยิ้มแล้วใครเห็นก็มักจะยิ้มตาม

เพราะฉะนั้น... วันนี้ คุณยิ้มแล้วรึยังคะ

มาร่วมสร้างบรรยากาศดีๆให้บ้านของพวกเรากันเถอะ

 

edit @ 23 May 2010 20:03:20 by mzither(look chin pla)

วันที่ผู้ชุมนุมออกมากั้นถนนเส้นรังสิต เพื่อตรวจค้นรถต่างๆคุณลุงของฉันเผอิญแวะผ่านไปบริเวณนั้นพอดีเขาได้พูดในสิ่งที่ฉันและคนหลายๆคนอยากพูดแต่ไม่กล้าเขาเลื่อนกระจกรถลงแล้วตะโกนใส่คนที่มากั้นรถว่า"นี่มันประเทศไทยนะโว้ย"

 

ป.ล. โชคดีที่ลุงและรถของลุงยังปลอดภัยดี

ในช่วงหนึ่งของชีวิต... ฉันเคยคิดว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

มากจริงๆ มากจนฉันเเทบจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทุ่มเทให้กับมัน

ถ้าถามว่าตอนนั้นรู้ตัวไหมว่า ชีวิตคนเราไม่ได้มีอะไรแค่นี้

การสอบผ่านหรือไม่ ก็ไม่ใช่ตัววัดว่าคุณจะประสบความสำเร็จมั๊ยได้เสมอไป

ก็รู้... แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิด คาดหวังที่จะติดมหาวิทยาลัยรัฐ

เพราะ ฉันในตอนนั้นคิดว่า การสอบผ่าน...จนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้นั้น

เป็นด่านแรกของหลักสูตรความสำเร็จ ที่จะต้องผ่านไปให้ได้

เพราะ รู้ดีว่า...บ้านของเราวัดคุณค่าของคนที่ส่วนใด

จึงทำให้คนมากมายต้องแข่งขันกัน หวังเพียงจะได้มาซึ่งเปลือกนอกจอมปลอม

แล้วก็นำมาคุยอวดกันว่าใครได้เรียนที่ใด ได้คะแนนเท่าไหร่

บางคน...ขอแค่ได้อยู่ในสถาบันอันโด่งดังก็พอ ไม่ได้สนใจว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นอยากเรียนคณะนั้นหรือไม่

น่าเศร้าที่คุณค่าของคนเราวัดกันด้วยเศษกระดาษเหล่านั้น

 

และแล้ว...เมื่อฉันผ่านพ้นประตูด่านแรกมาได้

ฉันก็ได้รู้รสถึง คำเตือนจากพี่ๆมากมายว่า การเรียนในมหาลัยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

และมันก็ไม่ง่ายจริงๆ

แต่ถึงอย่างนั้น... การเรียนก็ยังเป็นเรื่องที่สนุก

ฉันได้รับรู้ข้อมูลมากมาย ที่ไม่เคยรู้มากก่อน

ไม่เคยเห็นภาพรวมขององค์ความรู้เดิมที่อาจารย์ประติดประต่อให้

ในช่วงแรก... ทุกสิ่งดูใหม่ น่าตื่นเต้น น่าอัศจรรย์

แต่เมื่อเวลาผ่านไป... บางวิชายังคงทำให้ฉันกระตือรือร้น

แต่บางวิชา...ก็ทำให้ฉันต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียน

 

ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่างออกไปจากนักเรียนม.ปลายคนเดิมเลย

สิ่งที่ฉันรู้และคิด ไม่ได้มาจากตัวของฉันเองแม้แต่น้อย

แต่ฉันเป็นเหมือนเครื่องอัดเสียงเก่าๆ ที่บันทึกแนวคิด ความรู้จากอาจารย์(มาอย่างไม่ครบถ้วนเสียด้วย)

เป็นเพียงนกขุนทองที่ได้แต่ท่องปาวๆ แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน

ยิ่งเรียนก็ยิ่งสงสัย ตกลงแก่นแท้ของมันคืออะไรกันแน่

การเรียนการเพิ่มพูนความรู้ ควรจะเพิ่มพูนวิธีคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนด้วยมิใช่หรือ

หากแต่ฉันรู้สึกว่า แทบจะไม่ได้รับส่วนหลังเลย

 

และฉันก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรหากเรามีข้อมูลมากมายแต่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้

ด้วยเหตุผลที่น่าเศร้าที่สุด...คือ เราไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่สามารถคิดเองได้

ปากก็ได้แต่พูดหลักวิชาการที่ตนเองไม่เข้าใจ เพียงแต่จำจากแนวคิดที่อาจารย์เสนอ

จากนั้นก็ลอกแนวคิดเหล่านั้นลงบนกระดาษคำตอบ

 

ไม่มีความคิดที่แตกต่าง

ไม่มีเหตุผลที่แตกต่าง

 

แล้วอย่างนี้ฉันจะเรียกตนเองว่าเป็น บุคคลผู้ได้รับการศึกษามาได้อย่างไร ในเมื่อการศึกษาที่ฉันได้รับมาเป็นเหมือนอุปกรณ์ที่ไม่มีคู่มือการใช้ ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

 

หากมีใคร...ใครซักคนที่สามารถแก้ปัญหาระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ของบ้านเราได้ก็คงจะดี

 

แต่เห็นทีเราคงต้องรอไปอีกนาน

 

จะนานเท่าไหร่กันหนอ... กว่าที่เราจะสามารถสร้างคนให้เป็นปัญญาชนอย่างแท้จริงได้ซักที

ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมแม่ต้องกลับดึก...

 แม่ของฉันเป็นพนักงานบริษัทธรรมดา

 มักโดนเจ้านายแผนกว่าทุกครั้งที่ไปทำงานสาย (เลยแปดโมงครึ่ง)

แต่... เจ้านายของแม่ไม่เคยมองเหมือนอย่างที่ฉันมอง

ฉันที่เห็นแม่ตัวเองกลับบ้านดึกมาตั้งแต่เด็ก

สามทุ่มนี่ถือว่าเร็วมากแล้ว

ปกติแม่จะกลับช่วง ห้าทุ่มเป็นประจำ

ถ้าวันไหนงานเข้าอย่างวันนี้... แม่ก็ยังคงอยู่ที่ทำงาน

ฉันเคยถามแม่ ทำไมหอบงานกลับมาทำที่บ้านไม่ได้หรือ?

แม่มักบอกฉันเสมอว่า ไม่ได้เพราะติดประชุมกับสาขาต่างประเทศ

แม้ปากฉันจะไม่ได้พูดอะไรออกไปแต่... ตอนห้าทุ่มกว่าเนี่ยนะ!?

แล้ว... สภาพที่เห็นเป็นวงจรก็คือ

แม่กลับบ้านดึก --> ทานข้าวดึก --> เหนื่อยก็เลยเข้านอนเลย (--> กรดในกระเพาะไหลย้อน --> ป่วย )

--> ตื่นสาย --> ไปทำงายสาย (ที่ทำงานให้สายสุดคือ 8.30 แต่แม่ฉันมักไปถึงประมาณ 8.45)

 

และนั่น...ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันรีบบอกแม่ว่า ฉันไม่มีวันที่จะไปทำงานที่บริษัทของแม่เด็ดขาด

เมื่อมีคนมาพูดในทำนองที่ว่าดีแล้วที่เอ็นท์ติด จบไปจะได้มาช่วยทำงานบริษัทที่แม่ฉันทำอยู่

ฝัน!!!

 

 

อยากให้คนไทยได้อ่าน

posted on 26 Apr 2010 20:18 by mzither  in emotion

 เรื่องยิ่งใหญ่ที่เข้าใจง่ายของพ่อ

ครั้งหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งไปแย่งอำนาจการปกครองมา

มีครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งที่แสนจะธรรมดาหลบหลีกความวุ่นวายในขณะนั้น ไปใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะ ณ แดนไกล อาศัยอยู่ตามอัตภาพในประเทศเล็กๆประเทศหนึ่ง

จากนั้นเมื่อคนกลุ่มที่ได้อำนาจตกลงกันไม่ได้ก็ตามให้ครอบครัวนั้นกลับมา

แล้วคนในครอบครัวเล็กๆธรรมดานั้นก็ทำงานให้คนไทยมาตลอดทั้งชีวิต อย่างทุ่มเท

แล้วพอวันเวลาผ่านไป... จู่ๆก็มีคนมาไล่คนๆนั้น ที่ทำงานอย่างไม่เคยอยากได้อะไรตอบแทน

คุณจะให้เขาไปอยู่ที่ไหน เมื่อเขาอายุมากขนาดนี้

ถ้าเป็นผมครบ 60 ก็ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องมาตรากตรำทำงานอีก ผมเองนี่ก็ใกล้แล้ว นอนอยู่กับบ้านเฉยๆไม่ดีกว่าหรือ

คุณจะให้เขาไปอยู่ไหน... คนไทยเป็นอะไรกันไปแล้ว...

 

บทความจากfacebook จากการพูดของผู้โดยสารกับแท็กซี่

 

"...ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา แผ่นดินใดให้ที่ซุกหัวนอนให้ความร่มเย็นเปนสุข อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น" บันทึกของเสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตตอุดมศักดิ์

edit @ 27 Apr 2010 09:18:46 by mzither(look chin pla)

เมื่อวาน ขณะที่นั่งรถเมล์สายหนึ่งกลับบ้าน

ได้ยินกระเป๋ารถเมล์คุยกับนายตรวจตั๋วว่า

"วันนี้พวกเสื้อแดง3-4คนมาขึ้น รถคันนี้"

กระเป๋าคนนั้นเล่าต่อว่า...

ขณะที่กำลังเก็บเงินค่าโดยสาร (แปดบาท) คนกลุ่มนั้นก็พูดขึ้นมาว่า ตัวเองเดินทางมาประท้วงเพื่อประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นกระเป๋ารถเมล์ไม่ควรเก็บเงินค่าโดยสารของพวกเขา

โอ้แม่เจ้า!!! ค่าโดยสารรถเมล์ธรรมดาแค่แปดบาท ยังจะเบี้ยวได้อีก

กระเป๋ารถเมล์เล่าต่อด้วยความขุ่นเคืองว่า

ตนก็เลยบอกว่า ผู้โดยสารทุกคนที่ใช้บริการต่างก็จ่ายเงินแปดบาทกันทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น คุณๆทั้งหลายก็ต้องจ่ายเช่นกัน

จากนั้นกระเป๋าก็ไล่ให้พวกเขาไปนั่งท้ายรถเสีย

 

อืม... คงจะไม่มีการอ้างว่า เสื้อแดงปลอมอีกหรอกนะ เพราะฉันเองก็ไม่ทราบหรอกว่าใครปลอมไม่ปลอม ใช่ว่าคนเสื้อนั้นจะมีเลือดต่างสีกับเราเสียเมื่อไหร่ แล้วจะรู้ได้ไงว่าใครปลอมไม่ปลอม แต่ที่รู้ๆคือ การใช้บริการรถที่ทุกคนที่ใช้บริการควรจะจ่าย แต่คนบางกลุ่มกลับอ้างประชาธิปไตยอย่างทีพวกเขาเชื่อว่าตนมีสิทธิ แต่ไม่รู้จักหน้าที่ที่พึงกระทำ ยิ่งส่อให้เห็นว่า คนกลุ่มนั้นมารวมตัวกันเพราะต้องการจะแก้ไขอย่างเข้าใจจริงๆหรือไม่

แล้วอย่างนี้...จะหาว่าฉันลำเอียงไม่ได้นะ

ข้าราชการไทยคือ...?

posted on 22 Mar 2010 20:14 by mzither  in emotion

มีคนเคยบอกฉันว่า ชีวิตข้าราชการของเขาก็เหมือนกับถ่านไฟร้อนๆที่ค่อยๆดับไป

 

เมื่อเริ่มแรกเข้ามาทำงาน อุดมการณ์สูงส่ง

กฎเป็นกฎ อยากพัฒนา อยากทำงาน

เมื่ออยู่ๆไป เริ่มเบื่อ กฎมีไว้ให้ใช้ตามผลประโยชน์ของคนเบื้องบน

มีตาก็ต้องทำเป็นปิด ไม่รู้ไม่เห็น

อึดอัด แต่ทำอะไรไม่ได้ ก็คนเบื้องบนเขาใหญ่นี่

 

และแล้ว... ไฟเดิมที่เคยลุกไหม้โชติช่วง ก็ค่อยๆมอดดับลง

 

สิ่งที่ทำให้มีแรงจูงใจในการทำงาน... ?? เอ๊ะ! หายไปไหน

 

จนกระทั่ง... ปรับตัวได้

เอาน่า... ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแต่ไม่ร่วมกินด้วยก็ยังดี

เอาน่า...ไว้เรามีตำแหน่งสูงกว่านี้แล้วอย่าโกงอย่างเขาก็แล้วกัน

 

หรือ... เอาน่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม

เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดหรอก

 

ช่างน่าสงสารจริงๆ ชีวิตข้าราชการไทย!?

 

ป.ล. ฉันเชื่อว่ายังมีข้าราชการอีกหลายคนที่ตั้งใจทำงาน และก็ขอขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะอดทน หรือฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ หลายต่อหลายคนที่ตรงเกินไป มักจะไปไม่ถึงดวงดาว อีกหลายคนก็ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ อีกนานแค่ไหนหนอ กว่าข้าราชการไทยจะกลับมามีไฟอีกครา