ในช่วงหนึ่งของชีวิต... ฉันเคยคิดว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

มากจริงๆ มากจนฉันเเทบจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทุ่มเทให้กับมัน

ถ้าถามว่าตอนนั้นรู้ตัวไหมว่า ชีวิตคนเราไม่ได้มีอะไรแค่นี้

การสอบผ่านหรือไม่ ก็ไม่ใช่ตัววัดว่าคุณจะประสบความสำเร็จมั๊ยได้เสมอไป

ก็รู้... แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิด คาดหวังที่จะติดมหาวิทยาลัยรัฐ

เพราะ ฉันในตอนนั้นคิดว่า การสอบผ่าน...จนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้นั้น

เป็นด่านแรกของหลักสูตรความสำเร็จ ที่จะต้องผ่านไปให้ได้

เพราะ รู้ดีว่า...บ้านของเราวัดคุณค่าของคนที่ส่วนใด

จึงทำให้คนมากมายต้องแข่งขันกัน หวังเพียงจะได้มาซึ่งเปลือกนอกจอมปลอม

แล้วก็นำมาคุยอวดกันว่าใครได้เรียนที่ใด ได้คะแนนเท่าไหร่

บางคน...ขอแค่ได้อยู่ในสถาบันอันโด่งดังก็พอ ไม่ได้สนใจว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นอยากเรียนคณะนั้นหรือไม่

น่าเศร้าที่คุณค่าของคนเราวัดกันด้วยเศษกระดาษเหล่านั้น

 

และแล้ว...เมื่อฉันผ่านพ้นประตูด่านแรกมาได้

ฉันก็ได้รู้รสถึง คำเตือนจากพี่ๆมากมายว่า การเรียนในมหาลัยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

และมันก็ไม่ง่ายจริงๆ

แต่ถึงอย่างนั้น... การเรียนก็ยังเป็นเรื่องที่สนุก

ฉันได้รับรู้ข้อมูลมากมาย ที่ไม่เคยรู้มากก่อน

ไม่เคยเห็นภาพรวมขององค์ความรู้เดิมที่อาจารย์ประติดประต่อให้

ในช่วงแรก... ทุกสิ่งดูใหม่ น่าตื่นเต้น น่าอัศจรรย์

แต่เมื่อเวลาผ่านไป... บางวิชายังคงทำให้ฉันกระตือรือร้น

แต่บางวิชา...ก็ทำให้ฉันต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียน

 

ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่างออกไปจากนักเรียนม.ปลายคนเดิมเลย

สิ่งที่ฉันรู้และคิด ไม่ได้มาจากตัวของฉันเองแม้แต่น้อย

แต่ฉันเป็นเหมือนเครื่องอัดเสียงเก่าๆ ที่บันทึกแนวคิด ความรู้จากอาจารย์(มาอย่างไม่ครบถ้วนเสียด้วย)

เป็นเพียงนกขุนทองที่ได้แต่ท่องปาวๆ แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน

ยิ่งเรียนก็ยิ่งสงสัย ตกลงแก่นแท้ของมันคืออะไรกันแน่

การเรียนการเพิ่มพูนความรู้ ควรจะเพิ่มพูนวิธีคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนด้วยมิใช่หรือ

หากแต่ฉันรู้สึกว่า แทบจะไม่ได้รับส่วนหลังเลย

 

และฉันก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรหากเรามีข้อมูลมากมายแต่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้

ด้วยเหตุผลที่น่าเศร้าที่สุด...คือ เราไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่สามารถคิดเองได้

ปากก็ได้แต่พูดหลักวิชาการที่ตนเองไม่เข้าใจ เพียงแต่จำจากแนวคิดที่อาจารย์เสนอ

จากนั้นก็ลอกแนวคิดเหล่านั้นลงบนกระดาษคำตอบ

 

ไม่มีความคิดที่แตกต่าง

ไม่มีเหตุผลที่แตกต่าง

 

แล้วอย่างนี้ฉันจะเรียกตนเองว่าเป็น บุคคลผู้ได้รับการศึกษามาได้อย่างไร ในเมื่อการศึกษาที่ฉันได้รับมาเป็นเหมือนอุปกรณ์ที่ไม่มีคู่มือการใช้ ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

 

หากมีใคร...ใครซักคนที่สามารถแก้ปัญหาระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ของบ้านเราได้ก็คงจะดี

 

แต่เห็นทีเราคงต้องรอไปอีกนาน

 

จะนานเท่าไหร่กันหนอ... กว่าที่เราจะสามารถสร้างคนให้เป็นปัญญาชนอย่างแท้จริงได้ซักที

Comment

Comment:

Tweet