ใจจริง ฉันตั้งใจว่าจะอ่านนิยายเล่มนี้มาตั้งแต่ช่วงหนังเข้าใหม่ๆ เหตุหนึ่งที่สนใจก็เพราะ Emma Watson ดาราคนโปรดแสดงในเรื่องนี้ เหตุอีกประการก็คือ อยากรู้ว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร เพราะไปดูหนังไม่ทัน มัวแต่ยุ่งกับการเรียน การสอบ การปั่นงานปีสุดท้ายของปริญญาตรี...สุดท้ายเลยตัดสินใจอ่านหนังสือแทน แต่แล้ว... ชีวิตฉันก็ขึ้นๆลงๆ มีเหตุให้ไปนู่นมานี่ ขี้เกียจบ้าง อ่านอย่างอื่นบ้าง ไปๆมาๆ นิยายเล่มนี้ก็วางค้างอยู่บนโต๊ะฉันมาเป็นปี อาทิตย์ที่แล้วเริ่มว่าง เลยหยิบมาอ่านเสียหน่อย ผลก็คือ...วางไม่ลงค่ะ
 
อ่านแล้วชอบมาก หลงรักตัวละครทุกตัวเสียจนต้องไปหาซื้อหนังมาดู พอมาคิดๆดู เสน่ห์ของเรื่องนี้คงอยู่ที่ การใช้ภาษาที่เรียบง่าย เหมือนเด็กๆ แต่กลับแฝงแนวคิดดีๆ ประโยคเด็ดให้ได้ขบคิด
 
ขอสารภาพว่า ตอนแรกที่อ่านฉันไม่คาดหวังอะไรมาก ภาษาของCharlie ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องก็ดูเด็กๆ ไม่ได้ใช้คำสวยหรูอะไร แต่แล้วยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นพัฒนาการของตัวละคร ไม่ใช่แค่ Charlie แต่ยังเป็นตัวละครอื่นๆในเรื่อง เช่น พี่ชายของเขาที่เคยพูดแต่เรื่องของตนเอง พอไปอยู่มหาวิทยาลัยนานเข้าหน่อยก็เริ่มปรับตัว กลายเป็นผู้ที่รับฟังคนอื่นมากขึ้น 
 
ฉันชอบที่ตัวละครทุกตัวเป็น round character คือเป็นตัวละครที่มีมิติ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีที่มาที่ไปของนิสัยและการกระทำ ทั้งคนในครอบครัว เพื่อนๆของ Charlie หรือแม้กระทั่ง Sam ซึ่งเป็นรุ่นพี่สาวแสนดีของ Charlie ที่มีนิสัยเข้าอกเข้าใจผู้ที่แตกต่าง เป็นคนฉลาด รู้จักคิด แต่เธอก็ยังมีจุดอ่อนที่ชอบคบกับผู้ชายแย่ๆที่ไม่เห็นค่าของเธอ เช่นเดียวกับ Patrick เพื่อนชายของ Charlie ที่ฉลาด มีอารมณ์ขัน มีเสน่ห์ แต่อาภัพด้านความรัก เนื่องด้วยสภาพสังคมในทศวรรษ 1990s ยังไม่ยอมรับกลุ่มรักร่วมเพศนัก
 
นิยายเล่มนี้ทำให้เห็นความงดงามในความหลากหลายของคน แม้กระทั่ง "ดอกไม้ในซอกหลืบ" อย่าง Charlie ที่วันๆคอยแต่สังเกตผู้อื่น แต่ไม่เคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมของกลุ่มเพื่อน หากมีคนเข้าใจ ยอมรับเขาเป็นเพื่อนก็จะพบว่า เขาเป็นเพื่อนที่น่ารัก จริงใจ และประเสริฐแค่ไหน คนที่เหมือนจะไม่เข้าสังคมอย่างเขากลับเป็นคนที่เอาใจใส่เพื่อนทุกคนในกลุ่ม จำได้ว่าใครชอบอะไร ใส่ใจเป็นพิเศษกับการเลือกของขวัญที่เหมาะกับคนๆนั้น เช่นเดียวกับตัวละครที่มีปมปัญหาอื่นๆอย่าง Patrick ที่ความเป็นเกย์ไม่ได้ลดทอนเสน่ห์ ความน่ารักของเขาลงเลย เมื่อมีเพื่อน และครอบครัวที่พร้อมจะเข้าใจเเละเห็นคุณค่าในตัวเขา 
 
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการคือ การข้ามพ้นความรุนแรงทั้งในรูปแบบของการทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ ล้วนแต่ต้องอาศัยความรัก ความเข้าใจ โดยเฉพาะการให้อภัย ที่เหล่าตัวละครต่างพยายามที่จะก้าวข้าม แล้วดำเนินชีวิตต่อไป
 
เสน่ห์ของนิยายเรื่องนี้ยังอยู่ที่่ยุค 1991 เวลาที่อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย เรายังใช้เครื่องพิมพ์ดีด การส่งจดหมาย การโทรคุยกันด้วยโทรศัพท์บ้านเป้นเรื่องธรรมดา อันที่จริง...ฉันก็โตไม่พอที่จะจำความได้ว่าปี 1991 เป็นอย่างไร แต่ฉันยังโตมาในรอยต่อระหว่างการใช้เทปบันทึกเสียงกับแผ่นซีดี และไฟล์เพลงสมัยใหม่ จังหวะชีวิตในนิยายเรื่องนี้ที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ ทำให้ทุกการกระทำดูมีความหมาย ทั้งการฟังเพลงอย่างตั้งใจ การเลือกสรรเพลง ค่อยๆเรียบเรียงและลำดับเพลงให้ได้อารมณ์ที่ต่อเนื่อง ค่อยๆอัดเสียงเพลงเหล่านั้นลงในเทป การใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านี้ทำให้การฟังเพลง การมอบเทปที่อัดเสียงแล้วเรียบเรียงใหม่เป็นของขวัญให้แก่เพื่อนดูมีค่า มีความหมายกว่าโลกที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วเช่นทุกวันนี้ เพลงต่างๆล้วนหาฟังได้ง่าย จะตัดแต่งเพลง จะส่งเพลงให้ใคร แทบไม่ต้องใช้เวลาเลย เพียงแค่เลือกไฟล์ หรือค้นจากอินเตอร์เน็ตก็ได้แล้ว
 
หากใครอยากรู้ หรืออยากย้อนไปนึกถึงสมัยที่จังหวะชีวิตยังหมุนไปช้ากว่านี้ อยากสัมผัสความงดงามของคนที่มีความหลากหลาย ซึมซับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไอรัก ความเข้าใจ และความปรารถนาดีแก่กัน ฉันขอเเนะนำให้อ่านหรือดูหนังเรื่อง The Perks of Being a Wallflower ค่ะ (จริงๆชอบฉบับนิยายมากกว่านะคะ เพราะมีหลายประเด็นดี แต่ในหนังเขาจะมีการลดทอนความสำคัญของบางประเด็นลงน่ะค่ะ) 
 
ป.ล. จริงๆ ที่นึกชมคนเขียนคือ รู้จักหยิบยกหนังสืออ่านนอกเวลา (และบทเพลงต่างๆ) มาใช้ได้เหมาะกับเหตุการณ์ต่างๆที่ดำเนินไปในเรื่อง หากใครเป็นคอหนังสือ จะตามอ่านนิยายที่กล่าวถึงในหนังสือเหล่านี้ก็คงสนุกไม่น้อย มีเรื่องหนึ่งที่แนะนำคือ To Kill a Mockingbird หากมีเวลา คราวหน้าจะเขียนถึงนะคะ นิยายเล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในเล่มโปรดของฉันเหมือนกัน
 
หวังว่าทุกคนจะสนุกกับการอ่านนะคะ 
ลูกชิ้นปลา :)
5 เมษายน 2557
 

edit @ 26 Mar 2015 17:45:52 by mzither(look chin pla)

Comment

Comment:

Tweet

@ปิยะ99 ลองดูนะคะ ^^ ถ้าได้อ่าน หรือดูหนังแล้ว แวะมาคุยกันก็ได้นะคะ :))

#3 By mzither(look chin pla) on 2014-04-05 10:46

@ปิยะ99 ลองดูนะคะ ^^ ถ้าได้อ่าน หรือดูหนังแล้ว แวะมาคุยกันก็ได้นะคะ :))

#2 By mzither(look chin pla) on 2014-04-05 10:46

น่าสนใจ confused smile

#1 By ปิยะ99 on 2014-04-05 08:20