ชวนอ่าน... Present Perfect เพราะวันนี้...ดีที่สุดแล้ว [book review]
 
ย่างเข้าวันพุธที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘
 
ช่วงนี้ละครที่สะดุดตา...ชวนให้อยากติดตาม เห็นจะเป็นละครเรื่องเล่ห์รตี จากที่ตามผลงานของเอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา (ดาราสาวหน้าตาน่ารัก ซึ่งมีฝีมือการแสดงที่น่าจับตามองคนหนึ่ง) ฉันก็เริ่มจะหันมาสนใจ “คุณเสก” พระเอกของเรื่อง ที่ในเวอร์ชั่นนนี้มีลีลาแพรวพราว ดูเอ็นดูนางเอก...พูดง่ายๆชวนจิ้นกว่าเวอร์ชั่นก่อนที่พระเอกดุมาก ทั้งๆที่ ฌอห์ณ จินดาโชติ ก็โลดแล่นในวงการมายาไทยมานานแล้ว และฉันก็พอจะคุ้นตากับผลงานของเขามาบ้าง แต่ครั้งนี้...ฉันคงชื่นชอบบทบาทที่เขาแสดงในเล่ห์รตีจริงๆ เลยตามไปดูบทสัมภาษณ์ของเขาต่อ จึงได้ทราบว่าเขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งรวบรวมแนวคิดที่เขามีต่อการใช้ชีวิต ประสบการณ์ คนรอบข้างที่หล่อหลอมให้เขาคิดและเป็นอย่างทุกวันนี้ ฉันเห็นใครต่อใคร...ไม่ว่าจะเป็นบรรดาพิธีกรกี่รายการ เพื่อนๆนักแสดงต่างก็ชื่นชมเขา และบอกว่าเขาเป็นคนที่ “หล่อ” มาก หล่อในที่นี้คงไม่ใช่แค่หน้าตา แต่ยังหมายรวมไปถึงแนวคิด จิตใจ และพฤติกรรมที่เขาแสดงออกมา ด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าทำไมหนอ...โรงเรียนบางแห่งถึงได้เอางานเขียนของเขาไปเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา พอสบโอกาสก็เลยแวะไปซื้อหนังสือฮอตฮิตที่ร้านนายอินทร์ในวันอาทิตย์ แล้วตั้งหน้าตั้งตาอ่านจนจบในวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ซึ่ง...พออ่านจบ ฉันก็รู้สึกว่าเขา “หล่อ” จริงๆ ตามคำชมที่ได้รับฟังมา
 
Pic. Credit: http://issuu.com/abook/docs/presentperfectpreview
 
Present Perfect เพราะวันนี้...ดีที่สุดแล้ว เป็นชื่อหนังสือของเขา ที่บ่งบอกอะไรหลายๆอย่าง ความเชื่อทางพุทธศาสนา การให้ความสำคัญกับ “ปัจจุบัน” การมองโลกตามความเป็นจริง ความละเอียดอ่อนในการสังเกตความเป็นไปในชีวิตของตนเอง และยังสะท้อนถึงการทำงานที่ดีอีกด้วย จริงๆ...เพียงอ่านชื่อหนังสือก็พอจะรับรู้ได้ว่า ณอห์ณ เป็นคนที่ใช้ชีวิตได้คุ้มคนหนึ่ง เขาเป็นคนตั้งใจทำงาน ขณะเดียวกันเวลาเล่นก็ลุยเต็มที่ แต่ก็ไม่ยึดติดกับลาภ ยศที่ได้มาพร้อมกับการทำงานวงการบันเทิง ทั้งยังไม่ฟุ้งเฟ้อกับการท่องเที่ยวอีกด้วย เขาจึงเป็นหนุ่มวัยยี่สิบกว่าๆ ที่มีทัศนคติต่างจากหนุ่มสาวทั่วไปอยู่ไม่น้อย และความแตกต่าง...ก็ทำให้เขา “พิเศษ” มุมมองที่เขาหยิบยกมาถ่ายทอดจึงได้รับการชื่นชมจากผู้อ่าน แต่...ถ้าจะว่ากันตามจริง ฉันก็ไม่ถึงกับจะรู้สึกว่าเรื่องที่เขาหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังจะเป็นมุมมองที่แปลกใหม่แต่อย่างใด อาจเพราะคนวัยเดียวกันที่ฉันคุ้นเคย ต่างก็มีแนวคิดไม่ต่างไปจากฌอห์ณนัก เพียงแต่มีวิธีการถ่ายทอดออกมาต่างกันเท่านั้น
 
สิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจหนังสือของณอห์ณกลับไม่ใช่ดาราหนุ่ม แต่เป็นผู้ใหญ่ของเขา ที่มีวิธีการอบรมสั่งสอนที่แยบคายนัก เช่นว่า คุณพ่อของเขาจะพาไปงานสัปดาห์หนังสือ เมื่อใดก็ตามที่เขาเลือกหนังสือที่เขาอยากอ่านมา ๑ เล่ม คุณพ่อก็จะซื้อหนังสืออีก ๑ เล่มที่อยากให้เขาอ่าน โดยมีกติกาว่า เขาจะต้องอ่านหนังสือเล่มที่คุณพ่อเลือกให้จบก่อน แล้วมาพูดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นให้คุณพ่อฟัง จากนั้นจึงจะอ่านหนังสือที่เขาอยากอ่านได้ กติกาเช่นนี้ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เขาได้อ่านหนังสือหลากหลายประเภท ได้รับรู้ข้อมูลที่กว้างขวางกว่าเรื่องที่เขาสนใจ ซึ่ง...จะว่าไปแล้วก็เป็นวิธีการที่ดีทีเดียว เพราะหลายครั้ง...การอ่านแต่หนังสือประเภทเดิมๆ ทำให้ขาดแคลนความรู้ความเข้าใจวิชาอื่นๆ ซึ่งอาจจะยังประโยชน์ต่อฉันได้มาก (อาทิ งานแปล ซึ่งต้องอาศัยความรู้รอบตัวที่กว้างขวางจริงๆ หรือทักษะอื่นๆ เช่น การทำสวน การเรือน การดูแลสุขภาพ) นอกจากนี้ ยังมีคุณแม่ที่วางหนังสือดีๆไว้บนหัวเตียง ในวันที่เขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต คุณป้า...ที่เขียนจดหมายสั่งสอน “พ่อหนุ่มของป้า” ในวาระสุดท้ายของชีวิตว่า “คนเราไม่ได้มีวันหมดอายุระบุไว้ที่ข้างกล่อง ฉะนั้นจงกอดและทะนุถนอมคนที่เรารักไว้ตราบเท่าที่เราทำได้” (๑๖๓) รวมถึงคุณปู่ ผู้เน้น “ความเป็นลูกผู้ชาย” ที่ควรจะให้เกียรติ ดูแล ปกป้องผู้หญิงที่ตนเองรัก คุณปู่...ผู้ปฏิบัติตนเป็นสุภาพบุรุษ ทำให้หลานพลอยชื่นชมและอยากจะดำเนินรอยตามไปด้วย พออ่านๆดูแล้ว...ฉันก็พบว่า การสั่งสอนอย่างชาญฉลาดเหล่านี้ ไม่เพียงต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ในการแนะแนวทางที่ควรไม่ควรเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ใจและความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง...ฉันก็เห็นด้วยกับณอห์ณนะ ว่า การยอมสละเวลาทางธุรกิจ ผลประโยชน์ที่จะได้เม็ดเงิน มาดูแล อบรมคนคนหนึ่ง เป็น “การลงทุนที่คุ้มค่า” เพราะการทุ่มเทดังกล่าว...หล่อหลอมให้คนๆหนึ่งเป็นคนที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
 
นอกจากแนวทางของผู้ใหญ่ที่อมรบสั่งสอนณอห์ณแล้ว ฉันยังชื่นชอบบทความในหัวข้อ “จุดยืนของตัวเอง” เป็นพิเศษ ฌอห์ณเขียนว่า “จุดยืนควรเป็นวิถีทาง ให้เราก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว บนทางที่เราเชื่อและเลือกเดิน เป็นการเดินที่รู้จักยืดหยุ่น ไม่แข็งกร้าว ยอมรับความเป็นจริง” (๘๕) ซึ่งนั่นคงเป็นการเดินทางสายกลางแบบหนึ่ง ที่จะต้องปรับให้พอเหมาะ คือไม่เอนเอียงไปกับกระแสสังคม และเสียงของคนอื่นมากจนลืมจุดยืนของตัวเอง (เช่น ความถนัด ความฝัน จริยธรรมส่วนบุคคลที่เรายึดเป็นข้อปฏิบัติ) พอๆกับที่จะต้องหัดรับฟังเสียงของคนรอบข้าง โดยฌอห์ณอธิบายได้อย่างคมคายว่า “เพื่อมองจุดที่เรายืนอยู่จากหลายๆมุม จะได้รู้ว่า เรายังคงยืนอยู่บนจุดยืนที่ตั้งใจ ไม่ใช่จุดยืนที่เราคิดเองว่าเป็นจุดที่ยืนอยู่ แต่แท้จริงแล้ว เราเฉออกไปไกลจากจุดเดิมโดยไม่รู้ตัว และไม่เคยก้มลงมามองเท้าของตัวเอง” (๘๕)
 
จะว่าไปแล้ว... ฉันพึ่งมาเห็นความสำคัญของจุดยืนก็เมื่อพ้นวัยใส่คอซองมาแล้ว ยามเป็นนักเรียน...ฉันไม่ค่อยประสบปัญหากับจุดยืนของตนเองซักเท่าไหร่ เพราะมีเพื่อนฝูงที่มีทัศนคติใกล้เคียงกัน มีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกัน จึงไม่ต้องปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเองนัก หรือหากมีมุมมองที่แตกต่างกัน เราก็เคารพในความต่างนั้น จนคบกันมาได้เนิ่นนาน หากเมื่อโตขึ้น...การมีหรือไม่มีจุดยืนก็เริ่มจะเป็นปัญหา เพราะโลกของผู้ใหญ่มันไม่ได้สวยงามนัก บางเรื่องที่เรามองว่าผิด คนบางกลุ่มกลับเห็นว่าดีงาม บางเรื่องที่เราไม่เอาใจใส่ เห็นว่าเป็นเรื่องไร้แก่นสาร สังคมบางส่วนอาจให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้นมาก ซึ่งในบางกรณี...มันก็ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด จะมีก็แต่ “ถูกจริต” หรือ “ไม่ถูกจริต” ใครก็เท่านั้น เมื่อแรกย่างก้าวเข้าสู่สังคมของผู้ใหญ่ ฉันจึงพบว่าตัวเองสับสนกับจุดยืนอยู่ไม่น้อย แข็งไปก็ไม่ดี เข้ากับคนในสังคมยาก แต่ลู่ลมเปลี่ยนจุดยืนตามกระแสส่วนใหญ่ ทั้งๆที่ขัดจริตตนเอง มันก็ยังไงๆอยู่ สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะหาจุดสมดุล อะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง...ไม่ขัดต่อมโนธรรมในใจ ก็อาจทำตามหรือไม่ก็ไม่ขัด อะไรที่ขัดจริตเรานักก็ไม่ทำตามเสีย พอได้มาอ่านความคิดของ ณอห์ณ จึงรู้สึกชื่นชอบประเด็นนี้เป็นพิเศษ
 
จริงๆแล้วยังมีประเด็นอื่นๆในหนังสือที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งมิตรภาพที่ณอห์ณอ้างว่ามีคนที่สนิทเพียงหยิบมือ (ทั้งๆที่มีเพื่อนเขียนคำนิยมหนังสือให้มากถึง ๗ คน ) แต่เป็นเพื่อนที่มีคุณภาพทั้งนั้น จนถึงขนาดใช้คำเก๋ๆเรียกเพื่อนคุณภาพคับแก้วที่ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันว่า “เพื่อนมือขวา” ไหนจะมุมมองต่อความรัก ชีวิต และศาสนาที่น่าสนใจ เรียบเรียงด้วยภาษาที่อ่านง่าย ทว่าคมคาย ... สมกับที่เป็นคนชอบอ่านชอบเขียนจริงๆ ใครยังไม่เคยอ่านก็ลองหามาอ่านดูนะคะ... เป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่งค่ะ
 
ป.ล.๑ ใครที่มีโอกาสได้หยิบจับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน... หากลองพินิจภาพถ่ายขาวดำประกอบด้วย ก็จะพบว่าเป็นภาพที่มีเสน่ห์ สอดรับกับเนื้อหาของแต่ละบทอย่างพอเหมาะ หรือจะลองเล่นสนุกแบบฉันก็ได้...ฉันเริ่มละเลียดดูภาพ แล้วพยายามคิดว่าตัวเองรู้สึกอะไรเมื่อเห็นภาพนี้ แล้วค่อยอ่านเนื้อหาในบทนั้น พออ่านจบก็กลับมาดูภาพสวยๆนั่นใหม่ ซึ่ง...การตีความครั้งหลังก็มักจะต่างไปจากรอบแรกเสมอ เมื่อย้อนกลับมาดูภาพ...ฉันก็พบว่าภาพเหล่านั้นได้บอกเล่าเรื่องราว อารมณ์ที่สอดแทรกในบทนั้นๆอย่างงดงาม
 
ป.ล.๒ ใครเคยอ่านแล้ว อยากจะแลกเปลี่ยนความเห็นก็พิมพ์มาได้เลยนะคะ ^^ อยากรู้เหมือนกันว่าคนอื่นๆอ่านแล้วคิดอย่างไรกันบ้าง

edit @ 26 Mar 2015 15:11:16 by mzither(look chin pla)

Comment

Comment:

Tweet

#4 By (118.173.203.55|118.173.203.55) on 2015-05-07 20:15

Hot! คือรักผู้ชายคนนี้อ่ะ ดิดดีมากอ่ะ รักนางเลย

#3 By MapleTree on 2015-04-22 12:58

@immortal-soul เห็นด้วยกับคุณนะคะ เราว่าณอห์ณเขาละเมียดละไม ใส่ใจกับคน และเรื่องราวรอบตัวเขามากทีเดียว เลยเก็บเกี่ยวมาครุ่นคิด มาเขียนออกมาได้อย่างนี้
 หรือ...จะเป็นลักษณะของเด็กที่เรียนสังคมวิทยาและมนุษยวิทยาก็ไม่ทราบนะคะ เห็นคนรู้จักหลายคนที่จบมาทางนี้ จะมีมุมมองต่อเรื่องรอบตัวที่แหวกกระแสอยู่ไม่น้อย 
ป.ล. ดีใจและยินดีที่ได้รู่จักคนชอบอ่านอีกคนนะคะ ^^

#2 By mzither(look chin pla) on 2015-03-26 15:10

อ่านแล้วชอบมากเลยค่ะ เป็นหนังสือที่ทำให้เรามองฌอห์ณแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงค่ะ เห็นด้วยกับคำพูดที่บอกว่า ฌอห์ณไม่ใช่ดาราที่มาเขียนหนังสือหรอก แต่เป็นนักเขียนที่บังเอิญไปเป็นดาราต่างหาก อ่านแล้วรู้สึกว่า ฌอห์ณเจอคนหลายประเภทดีจัง แต่คิดมุมกลับ เราไม่ได้ใส่ใจกับคนรอบข้างมากเท่าฌอห์ณต่างหาก Hot! Hot! Hot!

#1 By BPPBPP8 on 2015-03-25 14:39